กินเที่ยว เปรี้ยวมาเลเซีย

หลังจากเริ่มบินได้ ก็ขอเปิดหัว Ploen The Journey อีกครั้งหลังโควิดด้วยทริปแถบประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ตั้งใจเป็นทริปกินเที่ยวชิล ๆ เน้นสบาย ยืดหยุ่น ไม่เน้นอัดโปรแกรม ไม่เน้นถึก เป็นอารมณ์มาพักผ่อนหาของอร่อย เดินชมบ้านเมืองสวย ๆ เป็นที่มาของทริป “มาเลกินเที่ยว เปรี้ยวปาก” ใช้เวลา 7 วัน 6 คืนค่ะ

มาเริ่มกันเลยค่ะ

พูดถึงมาเลเซีย สารภาพตามตรงว่าเพลินรู้จักมาเลน้อยมาก ความรู้มีแค่

1. เมืองหลวงคือ กัวลาลัมเปอร์
2. ช่องแคบมะละกา
3. ปีนัง

ก็เลยต้องทำการบ้านสักหน่อย


โอ้โห ที่เที่ยวเยอะมาก หลายแนว อีกทั้งเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติวัฒนธรรมมาก ก่อให้เกิดเอกลักษณ์วัฒนธรรมใหม่ของตัวเอง จึงมีอะไรน่าสนใจมากทั้งศาสนสถาน (วัดจีน โบสต์คริสต์ มัสยิดอิสลาม) ถ้ำ สวนสนุก สถาปัตยกรรม เมืองเก่า Street Art ไปจนถึงอาหารการกิน คนเองก็มีทั้งแขก จีน มลายูปนกันไป

แต่ด้วยความที่เราอยากชิล ก็เลยเน้นกิน เดินเที่ยวละกัน เลยสรุปเส้นทางเป็น 3 เมือง คือ

ปีนัง – มะละกา – กัวลาลัมเปอร์

ปีนังดูมีอะไรให้ทำเยอะ ทั้งความอาร์ต และความเป็นมรดกโลก ความหลากหลาย อาหารการกิน เลยให้เวลาปีนัง 3 วัน มะละกา 1 กัวลาลัมเปอร์ 2 วัน ค่ะ มาเลเซียอากาศร้อนมากๆๆๆๆๆ แดดแรงสุด ๆ เตรียมตัวให้ดีนะคะ

ทริปนี้ไปเอง แบบ No Sponsor ค่ะ มีใครใจดีอยากสปอนเซอร์ก็บอกนะคะ อิอิ

ขอสรุปเส้นทางและข้อมูลเบื้องต้นของทริปคร่าว ๆ ก่อนเริ่มค่ะ

Malaysia Trip (6 Days 5 Nights)
Date 18-24 May 2022
ปีนัง 3 คืน มะละกา 1 คืน กัวลาลัมเปอร์ 1 คืน
Airlines: Airasia
Time: +1 (เวลาที่มาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)
หน่วยเงิน: ริงกิต คิดเงินไทย x8

บินด้วยตั๋วบุฟเฟ่ต์ Super+ Airasia
ไป-กลับ ดอนเมือง-กัวลาลัมเปอร์ 5,348 บาท (รวมน้ำหนักกระเป๋าขาไป 20 kg. ขากลับ 25 kg.)
ไป-กลับ กัวลาลัมเปอร์-ปีนัง ประมาณ 300 บาท รวมน้ำหนักกระเป๋า +600 = 900

ไม่รวมค่ากิน ค่ารถต่าง ๆ ซึ่งจะใช้เงินสดและบัตรเครดิต

เราแลกเงินสดไป 20,000 บาทสำหรับเป็นค่ากิน ค่าช้อปปิ้ง จิปาถะ ใช้บัตรเครดิตสำหรับค่ารถแกรบ และค่าซื้อของบางอย่างที่ราคาสูงหน่อยค่ะ

ค่าโรงแรม 6 คืน เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทค่ะ

ท้ายบล็อกจะสรุปที่กินทั้งหมดในแต่ละเมืองไว้อีกทีนะคะ

มาเริ่มกันเลยค่ะ

รู้จักปีนังใน 9 บรรทัด

  • ปีนังกับสยามมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน สมัยก่อนชาวสยามรู้จักในนาม “เกาะหมาก”
  • ยุคล่าอาณานิคมรุ่งเรือง อังกฤษขยายอำนาจเข้ามาในเอเชีย เข้ามาตั้งสถานีการค้าในปีนัง
  • อังกฤษขอเช่าเกาะปีนัง สุลต่านเกดะห์ยอมเพื่อแลกกับให้อังกฤษคุ้มครองปีนังจากสยาม เราจึงเสียดินแดนให้ให้อังกฤษไป
  • อังกฤษครอบครองปีนังจนถึง 1957 จึงคืนให้มาเลเซียอีกครั้ง ทางการก็พัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตก-ตะวันออก ประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งจีน อินเดีย มาเลย์ จึงมีวัฒนธรรมหลากหลาย แล้วยังปนด้วยอังกฤษกับไทยสยามอย่างเรา ๆ ด้วย จึงเกิดวัฒนธรรมมีสีสัน ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเอเชีย”
  • ปี 2008 องค์การยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนเมืองจอร์จทาวน์ เมืองหลวงปีนังเป็น “เมืองมรดกโลก”

Day 1 Bangkok – Kuala lumpur – Penang

วันนี้เป็นวันเดินทางทั้งวัน เราจะบินไปลงกัวลาฯ (KL) ก่อน แล้วต่อไฟลต์ไปปีนังเลย คืนแรกจะนอนปีนังค่ะ

เริ่มจากบินดอนเมืองไฟลต์บ่ายโมง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เวลาที่มาเลเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง

สนามบินที่กัวลาฯ เรียกว่า KLIA (Kualalumper International Airport) มี 2 แห่งคือ KLIA 1 กับ KLIA 2 แต่สนามบินที่ใช้บินคือ KLIA 2 ค่ะ เวลาจองต้องดูดี ๆ นะคะ

Flight 1. DMK – KL:  Flight 12.50-16.00 (AK883) KLIA2 Airport

ถึงแล้วเราก็ไปเช็กอินไฟลต์ไปปีนังต่อ แต่เนื่องจากยังมีเวลาก่อนจะถึงเวลาไฟลต์เลยหามื้อเย็นในสนามบินทานค่ะ 

เลือกมาแล้วว่าจะทานที่ร้าน Ah Cheng Laksa ค่ะ อยู่ใกล้ ๆ ที่เช็กอินเลย

สั่ง Nasi Lemak กับ Laksa คืออร่อยมากกกกก แบบไม่ได้คาดหวังมาก่อนว่าอาหารสนามบินจะอร่อย แต่ผิดความคาดหมายค่ะ โดยเฉพาะ laksa ซุปออกเปรี้ยวๆ มีรสเค็มกลมกล่อมจากเนื้อปลาในซุป สดชื่นมากค่ะ

Nasi Lemak (นาซี เลอมัก) เป็นข้าวสวยร้อน ๆ กินกับปลาเล็กปลาน้อย ส่วนใหญ่มีเนื้อสัตว์พวกเนื้อทอด ไก่ทอด ปลา แกล้มด้วยถั่วลิสง ไข่ต้ม แตงกวาฝาน และน้ำจิ้มซัมบัล (Sambal) ที่ทำจากน้ำพริก หัวหอม น้ำมะขาม ถ้านาซีเลอมักดั้งเดิมจะห่อด้วยใบตองค่ะ

Laksa (ลักซา) เส้นขนมจีน กุ้ง ลูกชิ้นปลา เวลาเสิร์ฟจะโปะด้วยน้ำพริกและใบลักซา (ผักแพว) รสชาติเปรี้ยวด้วยน้ำมะขาม

จากนั้นเราก็บินต่อไปปีนังกันค่ะ

Flight 2. KL-PEN: Flight 19.55-20.55 (AK6128)

ใช้เวลาบินประมาณ 40 นาที

พอมาถึงก็เรียก Grab ไปโรงแรมง่าย ๆ เลย เราจะนอนที่โรงแรม The Prestige Hotel 2 คืน เป็นโรงแรมสวยใหม่ โมเดิร์น อยู่ใจกลางเมือง ทำเลดีสุดๆ

ห้องสวยน่ารักมาก แนะนำโรงแรมนี้เลยค่ะ อยู่สบาย ทำเลดี ไปไหนก็ง่าย ราคาไม่แพงด้วยค่ะ

เนื่องจากมาถึงก็ดึกแล้ว จะนอนเลยก็รู้สึกยังไม่ได้เที่ยวเลย เพลินก็เลยเสิร์ชหาร้านเก๋ๆ ไปนั่งเล่นสักหน่อย อ่านรีวิวเรตติ้งก็มาลงตัวที่ร้าน Good Friends Never Bojito ก็นั่งแกรบไปค่ะ บรรยากาศดีมาก เราสั่ง Smokey Leng Chai, Fifty Red Dates, Something Corny ค่ะ กำลังครึ้มๆดี

จบวันแรกค่ะ กลับที่พักนอนสบาย

DAY 2 Penang

เนื่องจากเราไม่รีบเร่งอัดโปรแกรม เน้นสบายๆ ก็เลยตื่นสายๆ แบบไม่มีนาฬิกาปลุก ตื่นมาประมาณสิบโมงนิดๆ สิบเอ็ดโมงกว่าเกือบเที่ยงจะไปกินสตรีตฟู้ดที่ตลาดอาหาร (Food Court) ไม่ไกลจากโรงแรมมาก ที่ Sri Weld Food Court

เดินเข้ามาปุ๊บ ร้านแรกเห็นคนต่อคิวเยอะมาก เป็น Nasi Lemak แบบห่อใบตอง จะสั่งไก่กับปลาหมึกก็หมดค่า เลยเลือกไข่ปลาแองโชวีและกุ้งแทน อ้างอิงจากป้ายเมนูว่า Udang (prawn) , Bilis Telur (Anchovies Egg)

สั่งเสร็จก็ถือห่อข้าวเดินเข้ามาหาที่นั่งข้างใน มาได้ที่นั่งหน้าร้านข้าวอบหม้อดินพอดี สะดุดตา ก็เลยสั่ง Claypot Chicken Rice มีทั้งไก่ ไข่ กุนเชียง และซอส อบร้อน ๆ อร่อยเลยค่ะ

ด้วยความที่อยากลองหลายอย่าง เลยสั่ง Nasi Goreng จากร้านที่เคลมว่าดัง ได้รางวัลมาด้วย ซอสแดง ๆ รสชาติเหมือนผัดไทยหวาน ๆ

จากนั้นกะว่าเดินเล่นชมสตรีตอาร์ตสวยๆ ชมความเมืองมรดกโลกปีนัง และเข้าคาเฟ่เก๋ๆ ชิลๆ แต่ร้านที่ดูไว้ปิดวันพฤหัส เลยได้ความรู้ว่าที่ปีนัง ร้านอาหาร คาเฟ่มักปิดวันพฤหัสค่า และเนื่องจากอากาศร้อนมาก เลยขอแวะทานไรเย็น ๆ ในคาเฟ่ก่อน เลยเปลี่ยนแผนจิ้มคาเฟ่ในลิสต์ที่ทำรายการไว้ก่อน เช็กแล้วว่าไม่ปิด คือร้าน Norms Micro Roastery ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรมเราเลย ใกล้มาก!

เข้าไปคือฉ่ำเย็นมากคร่า อากาศมันร้อนจริง ๆ สั่งเครื่องดื่มคลายร้อน นั่งพักตั้งหลักก็ลุยต่อ

สถานที่เที่ยวอย่างเป็นทางการของเราวันนี้คือ Pinang Peranakan Mansion ค่ะ ได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์มรดกโลกค่ะ Mansion ในที่นี่ก็คือคฤหาสน์นั่นเอง

Pinang Peranakan Mansion

มารู้จักคำว่า “เปอรานากัน” กันสักนิดค่ะ เพราะเราจะได้ยินบ่อยเวลามาเที่ยวประเทศแถบนี้

เปอรานากัน เป็นคำใช้เรียกคนเชื้อสายจีนลูกผสมที่ถือกำเนิดและอาศัยอยู่ในแถบคาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย ได้แก่เมืองมะละกา ปีนัง สิงคโปร์ หมู่เกาะชวา ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่15 นอกจากนี้ดินแดนแถบนี้ยังมีชาวต่างชาติหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งรกรากมากมาย จึงเกิดการผสมปนเปหลากหลาย

ชาวเปอรานากันจึงสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่แยกได้อีก เช่น จีนเปอรานากัน ดัตช์เปอรานากัน อาหรับเปอรานากัน และอินเดียเปอรานากัน

เปอรานากัน

ลักษณะสำคัญคือมีคอร์ตตรงกลาง ส่วนอาคารเป็นศิลปะแบบจีนผสมบริติช และมีกลิ่นอายอิสลาม ค่าเข้า 40 ริงกิตค่ะ

เข้าไปคือคุ้มมาก สวยงามอลังการ เห็นชีวิตคนมาเลย์สมัยก่อน สะท้อนความรุ่มรวยรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตคนเปอรานากันโบราณได้อย่างดีมาก ของที่จัดแสดงทุกชิ้นคือหายาก เลอค่า วิจิตรบรรจงละเอียดมาก เป็นหนึ่งในที่ที่เพลินชอบมากที่สุดในการมาเยือนมาเลเซียเลยค่ะ

ส่วนประวัติของปีนังเปอรานากันแมนชันนั้น – ต้นกำเนิดมาจากคหบดีชาวเปอรานากันชื่อ ชุง เกง คี สร้างคฤหาสน์นี้ขึ้นในปี 1890 สร้างโดยผสมผสานศิลปะทั้งตะวันตกอย่างยุโรปและตะวันออกอย่างจีนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่งานกระเบื้อง งานแกะสลัก พอชุงเกงคีเสียชีวิต คฤหาสน์ก็ตกทอดมายังรุ่นลูกหลานต่อ ๆ กันมาจนถูกทิ้งร้างในที่สุด จนกระทั่งมีเอกชนเข้ามาขอซื้อต่อในปี 1990 (ร้อยปีหลังจากสร้างพอดี) แล้วพัฒนาต่อเติมให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอวิถีชีวิตมั่งคั่ง รุ่มรวย และขนบธรรมเนียมหลากหลายเป็นเอกลักษณ์ของชาวเปอรานากันผ่านสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุกว่าพันชิ้นที่อนุรักษ์ไว้อย่างดี ได้รับรางวัล Penang’s Heritage Mansion ด้วยค่ะ

ชมกันจนเต็มอิ่มแล้ว ก็มาเดินเล่นกันต่อ เนื่องจากหลาย ๆ ร้านปิดพฤหัส บริเวณ Armenian Street ที่จะมีภาพฝาหนังสตรีตอาร์ตสวย ๆ ก็เลยค่อนข้างเงียบเหงา ปกติจะคนแน่นครึกครื้นค่ะ เราก็เดินเล่นค่อย ๆ ชมไปทีละส่วน ผ่าน Little India บ้าง

แล้วก็มาหลบร้อนกันในร้านไอติม Ludwig Soft Serve ร้านไอติมสีชมพูสุดคิ้วท์ ร้านนี้ไม่ได้อยู่ในแพลน เข้ามาเพราะหลบร้อนล้วน ๆ

Ludwig Softserve

ก้าวแรกเข้ามา ได้กลิ่นหอมวาฟเฟิลโชยเตะจมูก ก็เลยต้องสั่งแล้วละ เราเลยสั่งวาฟเฟิลมัทฉะ ทานคู่ไอติม เลือกไม่ถูกว่าไอติมรสอะไรดี ก็เลยถามพนักงานว่าแนะนำกินคู่รสอะไรดี เขาแนะนำรสราสป์เบอร์รี่ ก็เลยจัดไปค่า พร้อมมัทฉะลาเต้

Matcha Waffle with Raspberry Icecream

วาฟเฟิลไอติมออกมาน่ากินมากกกกกก ที่ว้าวคือไอติมอร่อยมาก มีความเหมือนโยเกิร์ตคืออมเปรี้ยวๆ มันๆ ฟินมากค่ะ

แต่จุดพีคคือ เรากะจังหวะพลาด ปัดแก้วมัทฉะลาเต้ที่เพิ่งจิบไปสองอึกตกลงพื้นหกหมดเลยค่ะ ฮือ!

กินได้ที่แล้วก็ออกชม Street Art ต่อค่ะ ร้อนก็ทนค่ะ ก็จะมีภาพตะโกน ภาพแมวขี่จักรยาน และอื่นๆ

ระหว่างเดิน ๆ ก็บังเอิญไปสะดุดตาวัดหนึ่งเข้า ลองดู ๆ ชื่อ Hock Teik Cheng Sin Temple  (Poh Hock Seah) ในวัดไม่มีคนเลย คนดูแลเป็นผู้หญิงวัยกลางคนเข้ามาชวนคุย และแนะนำวิธีไหว้วัดจีน นางอัธยาศัยดีมาก ยิ้มแย้ม และยังใจดีเอาซาลาเปาไส้พุทราจีนกับน้ำดื่มมาให้อีกด้วย ประทับใจมากค่ะ

ไหว้พระเสร็จแล้วเดินออกมาชมเมืองซักพักก็แทบจะละลายด้วยความร้อน เลยกะจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงแรมอีกหนก่อนไปทาน Chef Table ที่จองไว้ ด้วยความที่ร้อนก็เลยขอแวะร้านกาแฟอีกนิดก่อนกลับ เดินเข้าร้านสีเหลืองสวยใน Armenian Street ชื่อ Old Master Coffee สั่งกาแฟโบราณเป็นถุงซีลเสียบหลอดไปค่ะ

จากนั้นเราก็กลับเข้าโรงแรมค่ะ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะร้อนมาก มื้อเย็นวันนี้เราจะทาน Chef Table แบบ Fine dining กันค่ะ จองไว้ตั้งแต่อยู่ไทย ไปเจอโดยบังเอิญตอนเสิร์ชหาร้านอร่อยในปีนัง แล้วก็บังเอิญอีกนั่นแหละที่ร้านนี้อยู่ในโซนโรงแรมที่พักของเราเลยค่ะ

ร้านนี้ชื่อร้าน Gēn ที่แปลว่า “ราก” เน้นชูรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลออกมาในรูปแบบสร้างสรรค์ พิถีพิถัน มีทั้งหมด 13 คอร์สค่ะ แต่ละจานจะมีวัตถุดิบหลักที่นำมาชูให้เด่นเป็นตัวเอกของจานค่ะ

Gēn
Gēn
  1. Ayer Itam Ginger
  2. T’Lur Caviar
  3. Mackerel Papan
  4. Abalone
  5. Ginger Flower
  6. Buah Kulim
  7. Aged Pumpkin
  8. Kurau
  9. Duck Egg
  10. Strawberry
  11. Sugar Cane
  12. Pineapple ~ Sour Soup ~ Gula Apong
  13. Chocolate Concierge

จานสุดท้ายแอบมีเซอร์ไพรส์จากคนมาด้วยนิดนึงแหละ อิอิ

Ayer Itam Ginger
T’Lur Caviar
Mackerel Papan
Abalone
Ginger Flower
Buah Kulim
Aged Pumpkin
Kurau
Duck Egg
Strawberry
Sugarcane
Pineapple, Sour Soup, Gula
Chocolate Concierge

สรุปเชฟเทเบิ้ลร้านนี้คือดีนะคะ ชอบเลย ประทับใจมาก

จริง ๆ portion กำลังอิ่มพอดี แต่เพื่อนร่วมทางอยากกินบะหมี่ฮ่องกง เลยเดินเล่นสักแป๊บ แวะ HK Boy Kart Noodle อร่อยดีค่ะ ได้ซดน้ำซุปร้อน ๆ รสชาติแบบฮ่องก๊ง ฮ่องกงดี จากนั้นก็อยากเดินย่อยสักหน่อย จำได้จากเมื่อวานตอนนั่งรถมาโรงแรมว่ามีศาลเจ้าจีนระหว่างทาง และมีตึกแนวโคโลเนียลสวย ๆ แนวบริติชแถวบีชสตรีท (Beach Street) ก็เลยเดินจากร้านบะหมี่เลียบถนนชายหาดไปศาลเห้งเจีย ชมตลาดอาหารกลางคืน และเดินเล่นดูตึกสวย ๆ มีคนมาถ่ายพรีเวดดิ้งหลายคู่เลย ถ่ายตอนกลางคืนคงสบายตัวกว่า เพราะกลางวันแดดร้อนมาก

เส้น Beach Street แถวนี้อาคารจะเป็นแนวยุโรปเลย ไม่ใช่ยุโรปผสมจีนอย่างที่เห็นทั่วไป แต่ก็ออกแนวมินิมอล ไม่ได้เว่อร์วังแบบยุโรปเป๊ะ ๆ เพราะดัดแปลงให้เข้ากับสภาพพื้นถิ่นปีนัง

เป็นอันจบวันเที่ยวเต็มวันในปีนังวันแรก

DAY 3 Penang

นอนพักผ่อนนานหน่อย เลยเริ่มต้นวันใหม่สายเล็กน้อย โปรแกรมวันนี้คือตั้งใจเก็บคาเฟ่ที่เมื่อวานร้านหยุด คือ Le Petit Four เดินเล่นเก็บตก และเช็กอินที่โรงแรมใหม่คือคฤหาสน์เฉิงฟัตเจ๋อ หรือ Blue Mansion อันเลื่องลือนั่นเอง

เราเริ่มมื้อเที่ยงที่ร้านน้ำชาติ่มซำสวย ๆ ที่ขึ้นชื่ออาหารอร่อย บรรยากาศดี ระหว่างทางก็สะดุดตาร้านเสื้อผ้าสีสันสะดุดตาร้านนึง เลยได้ชุดพื้นเมืองมลายูที่เรียกว่า Baju Kurung (บาจูกูรุง)คัตติ้งสวย ผ้าดี แพตเทิร์นงามมาใส่ ก็ฉลองด้วยการใส่เลยจะได้เข้าบรรยากาศค่ะ

Bao Teck Tea House สวมชุด Baju Kurung

จากนั้นก็ไปเริ่มมื้อแรกของเราที่ ร้าน Bao Teck Tea House ร้านบรรยากาศดี เย็นฉ่ำ แต่งร้านสวย เป็นร้านน้ำชาสไตล์จีนโบราณติ่มซำอร่อยมาก ไม่พูดเยอะ ดีทุกจาน สั่งน้ำเอนไซม์สับปะรด และชารอยบอสมาทานคู่ด้วยค่ะ

อิ่มกำลังดี แต่คาเฟ่ก็รอเราอยู่ ระหว่างทางตอนเดินมาร้านติ่มซำ แอบเห็นคาเฟ่นึงน่ารักดีเลยว่าอาจจะแวะแทรกรายการที่จะไป กลายเป็นได้เก็บ 2 คาเฟ่เลยคือ

La Vie En Rose Pâtisserie อ่านรีวิวแล้วโดนัทอร่อย หน้าร้านน่ารัก แต่ข้างในแต่งเฉยๆ

เราสั่งโดนัทกับมาเดอลีนมาค่ะ

ตามด้วยร้าน Le Petit Four ที่ทำการบ้านมาค่ะ

Le Petit Four

มาถึงแล้วร้านคนเยอะมาก ดีที่ได้โต๊ะริมหน้าต่าง

Yuzu Cake คือดีมากก

อิ่มท้องแล้วเราก็กลับโรงแรมไปเอากระเป๋าเดินทางค่ะ แล้วเรียกแกรบไปที่ Cheong Fatt Tze Mansion (เฉิงฟัตเจ๋อ) หรือ Blue Mansion ที่พักที่เป็นไฮไลต์หนึ่งของทริปนี้เลยค่ะ

มารู้จักคฤหาสน์เฉิงฟัตเจ๋อกันหน่อย

สร้างโดยอภิมหาเศรษฐีเฉิง ฟัต เจ๋อในปี 1881 สำหรับเป็นที่พำนักอาศัย ออกแบบและตกแต่งด้วยช่างฝีมือชาวจีน ด้วยสถาปัตยกรรมจีนยุคศตวรรษที่ 18-19 ผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบตะวันตก ออกมาเป็นบ้านที่แสดงถึงความมั่งคั่งฟู่ฟ่าสุดๆ มีหน้าต่าง 220 บาน ห้อง 38 ห้อง ลานบ้านมีทางเดินหินแกรนิต 5 แห่งและโถงบันได 7 โถง การออกแบบทั้งหมดอิงกับหลักฮวงจุ้ยและความสมดุลหยินหยาง การออกแบบทุกส่วนมีความหมายลึกล้ำทั้งหมด

ตัวเลขทุกอย่างในบ้านเกี่ยวกับเลข 8 เพราะคนจีนเชื่อว่าเลข 8 เป็นเลขมงคล คุณเฉิงเลยมีภรรยา 8 คน แต่รักคนที่ 7 มากที่สุด มีบ้านหลายแห่ง แต่รักหลังนี้มากที่สุด ทำพินัยกรรมว่าห้ามลูกขาย ให้หลานขายได้ต่อเมื่อลูกชายคนสุดท้ายของเขาตาย

เฉิงฟัตเจ๋อมาจากครอบครัวชาวจีนที่ยากจนมาก่อน ตั้งใจเปลี่ยนชะตาชีวิตตัวเองด้วยการล่องเรือมาค้าขายที่ปีนัง ก่อร่างสร้างตัวด้วยความขยันขันแข็งจนได้เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารจีนโพ้นทะเลสมัยใหม่เป็นแห่งแรก จัดตั้งการรถไฟในแถบนี้เป็นคนแรก เฉิงยิ่งใหญ่ถึงขั้นเมื่อเขาเสียชีวิต รัฐบาลในยุคนั้นประกาศลดธงครึ่งเสาเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

ตอนทำการบ้านมา เขาว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดให้พักด้วย แต่ตอนเรามาถึง เหมือนเขาไม่เปิดให้คนนอกเข้าชมนอกจากให้แขกที่มาพักเท่านั้นค่ะ

มาถึงแล้วสมคำร่ำลือ สวยมาก รายละเอียดเยอะมาก วิจิตรอลังการ

พอเช็กอินแล้ว พนักงานจะพาเราไปห้องพัก มีคนนำกระเป๋าเดินทางขึ้นไปไว้ให้ก่อนเพราะไม่มีลิฟต์ มีแต่บันไดเวียนค่ะ กุญแจห้องเป็นแบบดั้งเดิม ถ้าเราจะไปข้างนอก เขาให้เราฝากรีเซปชั่นไว้ค่ะ

มาชมบรรยากาศใน Blue Mansion กันค่ะ

ห้องที่เราพักอยู่ชั้นสอง ชื่อห้อง Feng Shui ค่ะ

ห้องพักเราค่ะ
บรรยากาศภายในห้อง Fengshui

รูปก็จะเยอะหน่อยนะคะ พอดีใส่ชุดเข้ากับสถานที่พอดี แล้วสถานที่ก็สวยมาก

เดินถ่ายรูปสนุกเลย

เนื่องจากอากาศร้อนมาก เลยอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อน ไม่อยู่ในแพลนว่าจะต้องเปลี่ยนชุด เพราะอากาศร้อนมาก เสื้อผ้าเริ่มจะไม่พอ แต่ไม่เปลี่ยนก็ไม่ไหวค่ะ ร้อนจนเหงื่อท่วมเลย

สบายตัวแล้วก็ไปเดินเล่น ตอนแรกจะไปเดินบีช แต่ร้อนไม่ไหว เลยตัดออก เปลี่ยนไปเดิน Love Lane ในเมือง และหาข้าวเย็นทานที่ Chulia Street

มาถึงปีนังละนะ

มาถึงเร็วเกิน

เพลินหิวแล้ว เลยกินก่อนค่อยเดิน ร้าน Street food อื่นๆ ยังไม่ตั้งร้านเพราะเร็วเกิน เพิ่งหกโมงเย็น ก็เลยจิ้มร้านอาหารที่น่าสนใจแถวนั้น เห็นร้าน Teksen ร้านจีนดูน่ากิน และคนเยอะ ก็เลยจัดค่ะ

อร่อยมาก โดยเฉพาะมาโบโทฟู รสชาติไม่เหมือนที่เคยทานมาเลย

เป็นร้านอาหารจีนที่บังเอิญทานแล้วประทับใจมากค่ะ

บรรยากาศแถวนั้นยังเงียบ ๆ ก็เลยเรียกแกรบไปเดินห้างตากแอร์ก่อน ตอนนี้ต้องการความเย็นค่ะ เสิร์ชแล้วก็มุ่งไปที่ Gurney Paragon จากนั้นพอฉ่ำปอดแล้ว ก็เรียกรถกลับมา Love Lane เหมือนเดิม แวะร้าน Mugshot สั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ ดับร้อนก่อนนอน

แล้วกลับไปถ่ายรูปแสงกลางคืนที่ Blue Mansion อีกครั้ง คงสวยอีกแบบ

เป็นอันจบวันที่สามในปีนังสวย ๆ

DAY 4 Penang – malacca

เช้านี้เราจะออกเดินทางไปมะละกากันค่ะ มะละกาอยู่ทางใต้เลย ส่วนปีนังอยู่ทางเหนือ เราต้องนั่งเครื่องบินไปลงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งอยู่ตรงกลางก่อน จากนั้นค่อยนั่งรถบัสไปลงมะละกาค่ะ

ไฟลต์เช้าตรู่เลย

Flight 3. PEN-KL (AK 6127) เวลา 8.20 น.

จากนั้นก็เป็นมหากาพย์ในการหาสถานีรถบัส เพราะสถานีบัสอยู่ที่สนามบิน KLIA 1 แต่ไฟลต์เราลงสนามบิน KLIA2 นอกจากต้องเผื่อเวลาเดินทางระหว่างสองสนามบิน ยังต้องเผื่อเวลาหาสถานีรถบัสด้วยค่ะ

เราจองรถผ่าน Easybook.com ด้วยรถจากบริษัท Starmart Express รอบเวลา 10.30 น. ราคาประมาณ 40 ริงกิต ตอนหาสถานีค่อนข้างวุ่นวายนิด เพราะไม่มีป้ายบอกเลย ต้องอาศัยถามคนแถวนั้น แถมไม่มีพนักงาน Information ในสนามบินให้ถามด้วยค่ะ ใครจองก็อยากให้เผื่อเวลานิดนึงค่ะ

แต่ที่ชอบคือรถบัสของบริษัทนี้ นั่งสบายมาก ที่นั่งกว้าง มีที่วางขา นอนหลับสบายไปจนถึงมะละกาเลยค่ะ ใช้เวลาทั้งหมดสองชั่วโมงนิดๆ ไปลงสถานี Melaka Sentral จากนั้น เราก็เรียกแกรบไปโรงแรม คืนนี้เราพักกันที่ Heeren Boutique Hotel อยู่โซนใจกลางเมือง ย่าน Heeren เค้าว่าเป็นย่านคนรวยก็ไม่รู้จริงไหม

ระหว่างทางได้ผ่านเขตเมืองเก่า ให้ตื่นตาตื่นใจตลอดทางเลยค่ะ

มารู้จักมะละกากันหน่อย

มะละกาเป็นศูนย์กลางการค้า เชื่อมโลกตะวันตก-ตะวันออกมายาวนานเกือบ 500 ปี ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15-16 มีผู้คนหลายสัญชาติ ทั้งจีน อินเดีย อาหรับ ไทยหมุนเวียนขึ้นฝั่งมาค้าขายที่เมืองท่านี้ ก่อนที่ภายหลังจะตกอยู่ใต้การปกครองของโปรตุเกส, เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ แม้จะมีเมืองท่าอื่น ๆ มาแทนที่ต่อมา ทำให้ชื่อมะละกาเลือนหายไปบ้าง แต่ด้วยความที่มะละกาเป็นมีอารยธรรมโดดเด่น เป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์จนหลอมรวมเป็นวัฒนธรรมใหม่ จึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง มีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมสไตล์โปรตุเกส ดัตช์ จีน และมลายู จนมะละกาได้รับยกย่องเป็นเมืองมรดกโลก (World Heritage Site) จากองค์การยูเนสโกปี2008

โรงแรมที่เราพักคือ Heeren Boutique Resort เป็นโรงแรมขนาดเล็กจิ๋วมาก ไซส์ตึกแถวแต่ตกแต่งสวยสไตล์รีสอร์ตเลย ส่วนห้องพักก็ออกแบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่ค่อยแนะนำ แต่ถ้าอยากได้ทำเลกลางเมืองไปไหนมาไหนสะดวก ราคาโอเค ที่นี่ก็ตอบโจทย์

ถึงแล้วค่ะโรงแรมเรา

ย่าน Heeren เป็นย่านคนรวย อดีตเป็นแหล่งที่อยู่ของคหบดี เศรษฐี ชนชั้นสูง ชนชั้นปกครอง รวมถึงพวกต่างชาติด้วยค่ะ

บ้านคหบดี และต่างชาติเก่าในย่าน Heeren

ด้วยความที่หิวมาตั้งแต่เช้าเพราะไฟลต์เช้าตรู่ ไม่ทันได้ทานอาหารเช้า ดีที่ Blue Mansion เค้าเตรียมแซนด์วิชให้รองท้องให้กินที่สนามบินปีนังมาก่อน แต่พอถึงมะละกาบ่ายกว่าเราก็หิวมาก รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้น destination แรกคือต้องไปกิน ร้านที่ทำการบ้านมาคือร้านข้าวมันไก่ไหหนาน ตัวข้าวมันปั้นเป็นก้อน ซึ่งปรากฏว่าพอจะไปจริง ร้านปิดตัวไปแล้ว หลายร้านด้วย สุดท้ายมาเจออีกร้านที่รีวิวดี เดินจากที่พักไปไม่ไกลค่ะ… ไม่ไกล แต่ร้อนมากกกกกกกก แดดแผดเผาระดับสิบ

ชื่อร้าน Heng Hong Tin Kee เป็นร้านข้าวมันไก่ไหหนานเก่าแก่และอร่อย ลักษณะเป็นห้องแถวยาวเข้าไป ไก่เค้าอร่อยเลยแหละ  แต่ที่ประทับใจเป็นพิเศษคือหมูเปรี้ยวหวาน ซึ่งเป็นเมนูที่เราไม่เคยเจออร่อยเลยไม่ชอบ แต่หมูเปรี้ยวหวานร้านนี้คือดีงามที่สุด กัดคำแรกคือกรอบ ต่อมาคือนุ่มละมุนลิ้น น้ำซอสก็กลมกล่อมกำลังดี คือผิดคาดมาก อร่อยสุด ๆ

หมูผัดเปรี้ยวหวานจานนี้แหละค่ะที่ว่าอร่อยมาก

แทบไม่อยากออกจากร้าน เพราะร้อนมาก ตามโปรแกรมเดิมคือเราจะเดินชมเมือง แต่พอแดดเปรี้ยง เลยกะว่าจะไปหาร้านเย็น ๆ นั่ง เราก็มีเช็กลิสต์ที่ทำการบ้านมาว่าจะกินคาเฟ่ไหน ก็เลยจิ้มเลย แล้วก็กูเกิ้ลแมพเดินไปที่ร้าน Heesan Coffee ร้านบรรยากาศดี เปิดแอร์เย็นฉ่ำ (เป็นสิ่งที่ต้องการที่สุดตอนนี้)

เราสั่งชาเย็นเป็น cold brew ชื่อ West Lake Dragon กาแฟ Ice Maccademia Latte และ egg tart พายไข่ร้านนี้อร่อยดีไม่หวานเกินค่ะ

Ice Maccademia Latte & West Lake Dragon Cold Brew

ถัดจากร้านนี้ ก็แวะร้านน้ำสมุนไพร Koong Who Tong ช่วยดับร้อนได้ดีมากเลยค่ะ

ดับร้อนกันหน่อย

ก่อนจะเริ่มเดินชมนั่นนี่ไปมา ได้เสื้อยืดมะละกามา 2 ตัว เพราะเสื้อผ้าที่เตรียมมาจะหมดแล้วเนื่องจากอากาศร้อน ต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันวันละหลายรอบ

เราไปเดินเลียบแม่น้ำมะละกา และเดินเล่นที่ Dutch Square ที่บ้านเรือนอาคารเป็นสีแดงหมด ใจรักถ่ายรูป แต่แดดแรงเปรี้ยงๆ จนแสบ แทบไม่มีกะจิตกะใจชมความงามโบสถ์ บ้านเรือน หรือถ่ายรูป เพราะแสบผิวไปหมด กะว่าเดี๋ยวค่อยมาตอนค่ำละกัน

แม่น้ำมะละกา

ว่าด้วยเรื่อง Dutch Square หรือ Red Square  คือจัตุรัสสีแดงใจกลางเมือง สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบดัตช์แท้ ว่ากันว่าขนอิฐชมพูข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเนเธอร์แลนด์เพื่อก่อสร้างอาคารแถบนี้ทั้งหมด แล้วค่อยฉาบทับด้วยดินแดงจากท้องถิ่นอีกที ทั้งโบสต์คริสต์มะละกา และหอนาฬิกาในบริเวณนี้ก็ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงคนสมัยก่อนทั้งนั้น

ตกเย็นเรากะว่าจะไปมัสยิดลอยน้ำ หรือที่ชื่อ Malacca Straits Mosque ที่แปลว่ามัสยิดช่องแคบมะละกา เพื่อไปชมมัสยิดเรืองแสงหลังพระอาทิตย์ตกดิน ก็เลยกลับไปอาบน้ำที่โรงแรมอีกรอบก่อนนั่งแกรบมาที่มัสยิดค่ะ ตัวมัสยิดกับประภาคารสีชมพูอ่อนสลับเขียว ยื่นไปบนเกาะกลางน้ำจนเหมือนลอยน้ำอยู่ ตัดกับสีเวิ้งว้างของท้องทะเลและท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล ไฮไลต์คือพอแสงอาทิตย์ค่อย ๆ เลือนลง จะเห็นแสงสีเขียวจากมัสยิดและประภาคารสว่างเรืองขึ้น เคล้าเสียงสวดมนต์ออกลำโพง คลอด้วยเสียงลมทะเลและคลื่นซัดเข้าฝั่ง เป็นอะไรที่สงบและมีมนตร์ขลังมากๆ ค่ะ

จากนั้นเราก็นั่งแกรบไปทานอาหาร Local Seafood แบบโปรตุเกสกันที่ร้าน Ristoran de Lisbon ค่ะ ร้านจะอยู่ในแถบชุมชนโปรตุเกสเก่า

Traditional Portugese Seafood – Home-cooked Style

เจ้าของร้านเข้ามาทักทายและแนะนำเมนูอาหารด้วยตัวเอง อัธยาศัยดีมาก เค้าบอกว่าสมัยก่อนที่มีนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์เยอะ ทัวร์ไทยชอบมาทานที่ร้านเค้าแหละ

อาหารมีความคล้ายบ้านเราในเชิงเครื่องแกง รสชาติ ปนด้วยความฝรั่งและจีน ทานง่าย จัดจ้าน ถูกปากคนไทยอย่างเราดีค่ะ ราคาไม่แพงด้วย

เสร็จจากมื้อเย็นก็กลับไปเดิน Dutch Square และริมแม่น้ำมะละกาต่อ

โอ้โห ริมน้ำคือคึกคักมาก มีวงดนตรี มีคนมาร้องรำทำเพลง ร้านอาหารก็เปิดให้นั่งทานริมน้ำกันอย่างโรแมนติก เดินกลางคืนก็เพลิดเพลินดีค่ะ

แล้วเราก็ไปเดินกันต่อที่ตลาดกลางคืน Pasar Malam บนถนนจองเกอร์ (Jonker Street) ที่จะมีเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น มีร้านอาหารร้านค้าจัดเต็มมาก ถือเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของมะละกาเหมือนกัน

ลุยตลาดกลางคืนกันค่า

เราเห็นคนมุงรถเข็นพ่อค้าคนหนึ่งเลยไปมุงกะเค้าบ้าง เห็นเค้ากำลังทำ White Coffee แบบ Sand Brew คือคั่วทราย แปลกดี ไม่เคยเห็น เลยลองสั่งมาแก้วนึง ไม่แรงเลย กินห้าทุ่มก็หลับสบายอยู่ดี ฮ่าๆๆ

จบวันในมะละกาแบบงงๆ อิ่มๆ และร้อนอบอ้าวมาก แต่สวยงามน่าประทับใจค่ะ

White Coffee ประกอบด้วย กาแฟ 3 ส่วน ชานม 1 ส่วน

White Coffee – Sand Brewed

DAY 5 Malacca – Kuala Lumpur

ประเดิมมื้อเช้าที่ร้านชื่อดังของมะละกาอย่าง Ah Ma Ho Liao ที่ต้องต่อคิวกันหนักหน่วงยาวนานมาก เราไปถึงประมาณ 9.45 คือคิวยาวไปถึงดาวอังคาร บวกอากาศอบอ้าว ทำให้ใช้ความอดทนสูง นี่ขนาดรีบตื่นแล้วเชียวนะคะ ยังไม่อาบน้ำแต่งตัว ไม่ทำผมใด ๆ คว้าเสื้อยืดกางเกงวอร์มรีบวิ่งจากโรงแรมมาที่ร้านเลย แล้วก็รอไปยาว ๆ ดูเมนูจนตาแฉะหมดแล้ว

Ah Ma Ho Liao

อาหารก็อร่อยดีค่ะ แต่ก็ไม่ได้ว้าวขนาดนั้น คงเพราะรอนานกับเห็นคนเยอะเลยคาดหวังสูงมั้ง

ทานเสร็จก็กลับมาอาบน้ำแต่งตัว เตรียมเช็กเอาต์ค่ะ ตอนนี้กระเป๋าเริ่มบวม เพราะซื้อเสื้อผ้าเพิ่ม (นิดหน่อยเองน้า) และของฝากกลับไทย พวกกาแฟขาวค่ะ

ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะไปทานร้านอาหารเปอรานากันชื่อดังของมะละกาเป็นมื้อเที่ยงส่งท้ายมะละกา แต่ประเมินจากอากาศร้อนอบอ้าวและแดดแผดเผา เวลาเช็กเอาต์โรงแรม และเสื้อผ้าที่เริ่มไม่พอนั้น เลยตัดใจตัดอาหารเปอรานากันออก แล้วมุ่งหน้ากลับกัวลาลัมเปอร์เลย เอาที่ตัวเองสบายใจนั่นแหละถือว่าเที่ยวสนุกแล้ว คือเมื่อวานก็ถือว่าได้สัมผัสมะละกาอัดแน่นเต็มวันจนถึงห้าทุ่มแล้ว เดินในที่ที่อยากเดิน กินในที่ที่อยากกินหมดแล้ว เราทนอากาศร้อนสาหัสได้เท่านี้จริงๆ

การกลับกัวลาฯ ก็ง่ายเหมือนเดิม คือจองรถบัสทางออนไลน์ แต่ขากลับนี้ไม่ได้รอบบริษัทรถบัสเดิม แถมยังแวะนานอีกต่างหาก ทั้งยังมีค่าปรินต์ตั๋วที่สถานีด้วย (ขามาไม่มีค่าปรินต์ตั๋ว) แต่ราคาถูกกว่าค่ะ ประมาณ 22 ริงกิต

ใช้เวลานานประมาณ 3 ชั่วโมงเศษจึงมาถึง KL

ถึงแล้วก็ตามฟอร์มค่ะ เรียกแกรบไปโรงแรม ค่าแกรบที่กัวลาแพงกว่าปีนัง มะละกาเยอะเลยค่ะ เราพักที่โรงแรม The Majestic Hotel (Autograph Collections) เป็นโรงแรมเก่าแก่ของมาเลเซียตั้งแต่สมัยอังกฤษยังปกครองอยู่เลยละ

The Majestic Hotel Autograph Collection

เนื่องจากอาหารมื้อล่าสุดคือตอนสิบโมงกว่า เวลานี้เกือบหกโมงคือหิวสุด ๆ พอเข้าเมืองหลวงเราก็อยากใช้ชีวิตสบาย ๆ เย็น ๆ แล้วละก็เลยเลือกจะเข้าห้าง โจทย์ตอนนี้คือกินอะไรดี ก็มาลงตัวที่ฮอตพอต เสิร์ชทำการบ้านสักแป๊บก็มาลงตัวที่ Beauty in The Pot ร้านฮอตพอตสีหวานสุดน่ารักที่โฆษณาตัวเองว่าเป็น Instagrammable Hotpot มีหลายสาขา เราเลือกสาขาในห้าง The Garden Malls

คือห้างใหญ่มาก มีหลายตึก เราหลงตึกไปอยู่นานมาก โมโหหิวสุดๆ และพอมาถึงคิวยาวมากอี๊กกกกก แต่โชคดีมีโต๊ะเล็กว่างพอดี เลยไม่ต้องรอเลย ได้กินเลยจ้ะ

อร่อยมากกกกก เราเลือกแบบสองน้ำซุป เป็นคอลลาเจนหม้อนึง อีกหม้อเป็นหม่าล่า หม่าล่าเค้าไม่เผ็ดจัดหรือมันเกินไป กำลังนัวๆ อร่อยพอดีมาก

นี่คือความฟินของวันนี้แหละ

จากนั้นก็เดินเล่นย่อยอาหารในห้าง คือใหญ่จนเดินไม่ทั่ว แล้วก็กลับโรงแรมนอนค่า

โรงแรมก็สะดวกสบายดีตามประสาโรงแรมใหญ่เก่าแก่ เราจอง Afternoon Tea วันถัดไปไว้เลย เพราะเพื่อนที่เคยมาแนะนำว่าอย่าลืมมากินอาฟเตอร์นูนทีในห้องกล้วยไม้ที่โรงแรมนี้นะ

จบวันแบบอิ่มอร่อยและเพลียนิดๆ

DAY 6 KUALA LUMPUR

เรามักจะเริ่มต้นวันสายหน่อยเพราะนอนดึกค่ะ และเนื่องจากทีรูมที่จองไว้ เราได้รอบเที่ยงครึ่ง ก็เลยก็จะเริ่มมื้อแรกตอนเที่ยงครึ่งด้วยอาฟเตอร์นูนทีนี่แหละค่ะ ก็ตื่นสาย เก็บของ เตรียมตัว แต่งตัวอะไรไป ถึงเวลาก็ไปโซนทีรูม จะต้องลงลิฟต์ไปล็อบบี้ก่อนเพื่อใช้ลิฟต์อีกโซนขึ้นชั้นสองไปทีรูมค่ะ

ทีรูมไฮไลต์ของที่นี่คือห้องกล้วยไม้ หรือ Orchids Conservatory และการทานอาฟเตอร์นูนทีในห้องกล้วยไม้ค่ะ

Orchid Conservatory

แต่ปรากฏว่า… พอเรามาถึง ห้องกล้วยไม้สู้กลับด้วยการปิดชั่วคราวค่ะ พนักงานบอกว่า Orchids need to rest. จบไปค่ะ ก็เลยไปนั่งทานในห้องน้ำชาปกติ

Tearoom
ห้องน้ำชาที่เราได้นั่งแทนห้องกล้วยไม้ค่ะ

พนักงานก็จะเข้ามาอธิบายว่าในเซ็ตมีอะไรบ้าง หวานกี่ชิ้น คาวกี่ชิ้น ส่วนเครื่องดื่มมีให้เลือกแค่กาแฟ กับชาดาร์จีลิงเท่านั้น! คุณคะ… ไม่มีชาอื่นให้เลือกเลยด้วยซ้ำ แบบนี้สู้อาฟเตอร์นูนทีที่ไทยไม่ได้นะค้า

เราก็เลยต้องสั่งดาร์จีลิงค่า

Afternoon Tea set @ The Majestic Hotel

ส่วนอาหารและของหวานในเซ็ตก็เฉยๆ ค่ะไม่ได้ว้าวอะไรมาก

พูดถึงอาฟเตอร์นูนทีแล้วก็นึกถึงเมืองไทยสมัยก่อนสัก 8-10 กว่าปีที่แล้ว สมัยที่ยังไม่มีคาเฟ่น่ารักๆ ชิคๆ เก๋ๆ ทั่วทุกมุมเมืองแบบทุกวันนี้ สาว ๆ ก็มักจะไปแฮงก์เอาต์ เม้าท์มอย catch up กันที่ Tea Room นั่งจิบชา ทานสโคน ทานมาการองไป เม้าไป ถ่ายรูปกันสวย ๆ

พอมาถึงสมัยนี้ อาฟเตอร์นูนทีที่ไทยไม่ฮิตแล้ว คนนิยมไปคาเฟ่กันหมด น่าเสียดายเหมือนกัน

เรามองว่าอาฟเตอร์นูนทีมันได้บรรยากาศการนั่งกิน นั่งคุยกันได้เรื่อย ๆ ดีนะ เหมาะแก่การพบปะพูดคุยดี พอจิบชาร้อน ๆ แกล้มขนมไปด้วยก็ไม่เลี่ยน นั่งได้เรื่อย ๆ ค่ะ

จากนั้นเราตั้งใจจะไปเดินเล่นย่าน Street Art เก๋ๆ อย่าง Kwai Chai Hong  กับไชน่าทาวน์ใกล้ ๆ กัน จะไม่สมบุกสมบันมาก และ mission อีกข้อคือ… ตามล่าหามัทฉะเด็ด ๆ ทั้ง 3 ที่ที่ได้ยินมา

แต่ก่อนอื่นกองทัพต้องเดินด้วยท้อง อาฟเตอร์นูนทีไม่ค่อยช่วยให้หายหิวค่ะ เราเลยจะไปหาอะไรทานที่ Kwai Chai Hong เลยจะได้ไม่เสียเวลา

วันนี้แดดไม่แรง อากาศไม่ร้อนมาก ท้องฟ้าครึ้มหน่อย ๆ พอไม่มีแดด เราก็มีกะใจจะถ่ายรูปที่ Kwai Chai Hong คือสีสันสดใส สวยมากเลย ถ่ายมุมไหนก็สวย

ขออภัยรูปตัวเองจะเยอะนิดค่ะ มาดูกล้องแล้ว อ้าว ไม่ได้ถ่ายสตรีตอาร์ตเดี่ยวๆเลย

แต่ไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ฝนก็ตกลงมาก่อน จากเม็ดเล็ก ๆ เริ่มลงหนัก ก็เลยรีบวิ่งเข้าร่ม หาที่กินก่อน ก็มาจบที่ร้าน Luckin Kopi ที่ดูแล้วคนเยอะหน่อย รีวิวก็โอเค ก็สั่งไข่ลวกกับ Kaya Toast มาทานกับกาแฟ เอาเพื่อรองท้องและหลบฝนค่ะ รสชาติก็พอโอเค

พอฝนเริ่มซา ตามแพลนคือเดินไปอีกไม่ถึงสองร้อยเมตร จะถึงร้านมัทฉะ Niko Neko Matcha 2.0 ซึ่งเราทำการบ้านมาแล้วว่าวันนี้ร้านเปิด

แต่… เดินไปถึง มัทฉะสู้กลับอีกแล้ว ด้วยการปิด… เข้าไปดูสตอรี่เพจร้าน ถึงรู้ว่า สาขาไชนาทาวน์จะหยุดวันจันทร์ สาขาอื่นเปิดปกติ… ค่ะ พ่ายแพ้ไปค่ะ

เราก็เลยจะไปหาร้านที่สองคือ Matcha Hero Kyoto ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในร้านมัทฉะที่ดีที่สุดในมาเลเซีย ร้านนี้อยู่ในห้าง Pavillion  เราก็กะไปเดินเล่นหาอะไรกินมื้อเย็นที่นั่นพอดี ก็เลยลงตัว เรียกแกรบไปโลดค่ะ

มัทฉะร้านนี้อยู่ในโซนญี่ปุ่นของห้างที่เรียกว่า Tokyo Street เป็นซุ้มห้องแถวเล็ก ๆ เองค่ะ ไม่มีที่นั่ง เราสั่งมัทฉะมาก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ว้าวมากอย่างที่คิด

Matcha Hero Kyoto

จากนั้นเดินเล่นอีกนิด ก็ว่าจะหาอะไรทาน กะจะลองหลาย ๆ ร้าน แล้วสั่งอย่างละนิดละหน่อย จะได้กินหลากหลายค่ะ

ช่วงนี้หิวอาหารจีนแล้ว อยากกินติ่มซำ ก็เลยเสิร์ชร้านในห้างนั้น มาเจอ Dolly Dim Sum

แต่… เฟลค่ะ ไม่อร่อยเลย เป็นร้านที่มีหลายสาขา ไม่รู้สาขาอื่นเป็นไง แต่สาขานี้… เป็นติ่มซำที่ให้คนแขกทำค่ะ รสชาติไม่ได้ วัตถุดิบไม่ดี ไม่มีอะไรใช่สักอย่าง ดีนะ สั่งติ่มซำมาแค่สองจานคือก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้ง ฟองเต้าหู้ใส่หมูทอด แป้งก๋วยเตี๋ยวหลอดคือเละตั้งแต่มาเสิร์ฟ แล้วในร้านเปิดเพลงแขกจ้า

เฟลจนไม่ถ่ายรูปอาหารอะ

พอไม่ฟินกับติ่มซำ ก็วิ่งไปหา Din Tai Fung ที่คุ้นเคย แต่เมนูที่นี่ก็ไม่เหมือนที่ไทยซะทีเดียว รสชาติติดจะหวานหน่อย ทานแล้วก็ยังไม่ฟินมาก

วันนี้อะไร ๆ ไม่ค่อยเป็นใจค่ะ แต่ก็ถือว่าได้ทดลองนะ

โปรแกรมต่อไป เราว่าจะไปเดินเล่นถ่ายรูปที่ตึกแฝด Petronas Twin Towers หนึ่งในไฮไลต์ของกัวลาลัมเปอร์ เดินเล่นไปมา เราได้เสื้อผ้างอกมาอีกสองสามชุด ก็เลยใส่ถ่ายรูปกับตึกแฝดซะเลย ตอนนี้เริ่มค่ำแล้วค่ะ ไม่มีแดดแล้ว เราจะไปถ่ายแสงกลางคืนกัน

ตอนแรกเราดูในรูปก็เฉยๆ กับตึกแฝดนี่นะคะ แต่พอได้เห็นเป็นฉากหลังเวลาถ่ายรูปนี่ก็เข้าใจเลยว่าทำไมเป็นไฮไลต์ คืออลังการมากๆ ค่ะ

Petronas Twin Tower
Petronas Twin Tower

ถ่ายไปถ่ายมา ฝนก็ตกอีกแล้ว เลยวิ่งเข้าตัวห้าง Suria KLCC แวะหาอะไรกินเล่นอีกนิด จริงๆ จะหาเครื่องดื่มเย็น ๆ แก้ร้อนค่ะ ไป ๆ มา ๆ ได้ Fish & Chips กับซุปเห็ดที่ร้าน Ben’s เฉยเลย

Fish & Chips กับ ซุปเห็ดอร่อยมากค่า

เรื่องของเรื่องคือตอนเข้าร้านนี้ สั่งเครื่องดื่ม เรากดอ่านรีวิว เค้าบอกฟิชแอนด์ชิปส์ที่นี่อร่อยมากค่ะก็เลยลองสั่งดู อร่อยจริงสมคำคุยเลย

เดินเล่นดูของอีกสักพักก็เรียกแกรบกลับโรงแรมค่ะ เวลานี้รถเริ่มติดมาก

จบอีกวันในกัวลาฯค่ะ พรุ่งนี้ก็ส่งท้ายก่อนกลับแล้ว จะเก็บอะไร ๆ ให้ครบค่ะ

DAY 7 KUALA LUMPUR – BANGKOK

เผลอแป๊บๆ วันสุดท้ายของทริปแล้วนะ แพลนวันนี้คือไปเก็บตกไชนาทาวน์, ถ่ายรูปเพิ่มที่ Kwai Chai Hong และไปกินมัทฉะที่ Niko Neko แก้ตัว แต่คงไปมัทฉะร้าน ONO ไม่ทันค่ะเพราะไกลไปหน่อย

เริ่มต้นวันตอนใกล้เที่ยงที่ Kwai Chai Hong อีกครั้งเพื่อกินและถ่ายรูปเล่นเก็บตกอีกครั้ง

เมื่อวานตอนเรามาถ่ายรูปตรงร้านประตูสีเหลืองสดนั้นร้านปิดอยู่ จริง ๆ เป็นร้านอาหารที่ดังพอสมควร วันนี้เราเลยเปิดมื้อแรกที่ร้าน Kedai Biskut Bunn Choon เพื่อทานติ่มซำ และพายขนมปังโฮมเมด อร่อยมากๆ ค่ะ

Bunn Choon เปิดแล้วค่า

จากนั้นก็ถ่ายรูปเก็บตกต่อ เริ่มมีแดดบ้าง พอสู้ไหวนะคะ

พอหนำใจเราก็เดินไปร้านมัทฉะ Niko Neko Matcha 2.0 ที่เมื่อวานปิดอีกหน คิวยาวมากแม่ เลยต้องรอสักแป๊บกว่าจะได้นั่ง ทั้งร้านที่นั่งมีนิดเดียวเองค่ะ ก็เลยจัดไป Matcha Latte นมข้าวโอ๊ต และ Houjicha แบบ no milk

แล้วก็เดิน China Town ส่วนที่เป็นถนน Petaling Street แต่ก็รู้สึกเฉยๆ เพราะไม่ได้มีของพื้นเมือง ท้องถิ่นอะไร มีแต่ของสไตล์โรงงานวางขายเต็มไปหมด เลยใช้เวลาแป๊บเดียวค่ะ

จากนั้นก็หาร้านหลบร้อน นั่งทานอะไรรองท้องเพราะเดี๋ยวเราจะกลับโรงแรมเอากระเป๋าไปสนามบินกันแล้วค่ะ จากที่เดินสำรวจหลายร้านละแวกนั้น ก็มาลงตัวที่ร้าน Malaya Garden ร้านสวยสไตล์ Tropical Resort ร่มรื่น นั่งสั่งเครื่องดื่มกับอาหารเล็กน้อย พร้อมกับตากแอร์ ร้านนี้คือถ่ายสวยหลายมุม ก็เลยนั่งชิลและเก็บภาพนานหน่อยค่ะ

เอากระเป๋าแล้วก็มุ่งหน้าไปสนามบิน KLIA2 เป็นอันจบทริปค่ะ

Flight 4. KL-DMK (AK 888) เวลา 18.30 น.

มีข้อแนะนำนิดนึง ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ทางระบบ Thailand Pass ปรับปรุงหรือยังนะคะ

เรื่องของเรื่องคือ ก่อนหน้าทริปมาเลเซีย เราไปเที่ยวอิหร่านมาก่อน ลงทะเบียน  Thailand Pass แล้ว ทีนี้พอเดินทางมาเลเซีย ทางเว็บแจ้งว่าถ้าเคยลงทะเบียน Thailand Pass แล้วไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำ ลดความซ้ำซ้อน เราก็เลยไม่ลงซ้ำอีกค่ะ

พอเราเช็กอินที่สนามบิน KLIA2 เจ้าหน้าที่ขอดู Thailand Pass เราก็ให้ดู เขาก็ปล่อยผ่านขึ้นเครื่องมา แต่พอลงเครื่องที่ไทยสนามบินดอนเมือง เจ้าหน้าที่สนามบินกลับบอกให้ลงทะเบียนใหม่ ต้องลงทะเบียนทุกครั้งที่เข้าประเทศ พอเราโชว์ให้ดูข้อความในเว็บ เขาก็เถียง และโยนให้ทางเจ้าหน้าที่สายการบินแอร์เอเชีย ทางสายการบินก็บอกว่าเป็นความารับผิดชอบของการท่า เจ้าหน้าที่ก็พยายามเถียงว่าเราผิด เราก็พยายามโชว์ให้ดูว่าในเว็บเขียนแบบนี้ เว็บก็เว็บของคุณนะ คือเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นคนทำเว็บน่ะเราเข้าใจ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมาเถียงเอาชนะให้ได้ แค่ขอโทษและบอกจะนำไปฟีดแบกปรับปรุงอะไรก็ว่าไป เพราะในเว็บเขียนไว้ว่าลงทะเบียนแล้วไม่ต้องลงใหม่ ไม่มีส่วนไหนเลยที่บอกว่าถึงลงแล้วก็ต้องลงอีก มีแต่บอกว่าลงแล้วไม่ต้องลงอีก

ก็เลยฝากไว้ว่ามันจะมีความยุ่งยากทางระบบของฝั่งสนามบินไทยเราหน่อยนะคะ

เอาละ จบทริปด้วยการเราไปกินข้าวต้มมื้อดึกต่อที่ร้านเฮียหวานข้าวต้มปลาค่ะ เพราะเสียเวลาลงทะเบียน Thailand Pass ใหม่ ทำให้ออกจากสนามบินช้าไปเป็นชั่วโมงค่ะ

ขอสรุปทริปมาเลเซียอีกครั้งดังนี้นะคะ

TRIP SUMMARY

มาเลเซีย กินเที่ยวเปรี้ยวปาก 7 วัน 6 คืน (18-24 May 2022)

Airlines: Airasia

Destination: กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง มะละกา (ปีนัง 18-20, มะละกา 21-22, กัวลาลัมเปอร์ 22-24)

Hotels:

  • ปีนัง The Prestige Hotel, Choeng Fatt Tze Mansion
  • มะละกา Heeren Boutique Resort
  • กัวลาลัมเปอร์ The Majestic Hotel Autograph Collections Kulalumpur

Mode of Travel: airplane, Bus, Grab car, walk

สรุปร้านอาหารและคาเฟ่ทั้งหมด

Penang

Restaurant

Sri Weld Food Court

Gēn @ Prestige Hotel (Chef Table)

HK Boy Cart Noodle at Logan Heritage

Bao Teck Tea House

Tek Sen Restaurant (Chulia Street)

Cafe

Norm Micro Roastery

Ludwig Soft Serve

Old Master Coffee

La Vie En Rose Patisserie

Le Petit Four Patisserie

The Mugshot

MALACCA

Restaurants

Heng Hong Tin Kee Restaurant (Hinanese Chicken Rice Ball)

Ristoran de Lisbon

Ah Ma Ho Liao

Cafe

Heesan Coffee

Koong Who Tong

KUALA LUMPUR

Restaurants

Beauty in the Pot

Luckin Kopi

Dolly Dim sum at Pavillion

Din Tai Fung at Pavillion

Ben’s at Suria KLCC

Kedai Biskut Bunn Choon

Malaya Gardens

Cafe

Afternoon Tea at Orchids Conservatory

Matcha Hero Kyoto

Niko Neko Matcha 2.0

จบแล้วค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นไอเดียกับเพื่อน ๆ น้า มาเลมีอะไรมากกว่าที่คิดค่ะ แค่ที่กินก็ไม่หวาดไม่ไหวแล้ว อาหารอร่อยค่ะ

ข้อแนะนำคือ อากาศร้อนมาก ให้เตรียมเสื้อผ้าเพิ่มไปอีกเท่านึงของจำนวนวันเลยค่ะ

ติดตามได้ที่ Facebook: เที่ยวเพลิน – Ploen The Journey นะคะ http://Facebook.com/ploenthejourney

Instagram: ploenthejourney

Youtube: Ploen The Journey

พูดคุยสอบถาม แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ค่ะ

เพลิน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.