ตรังฉบับเยี่ยมพี่ รีชาร์จพลัง

พอบอกว่าไปหาพี่สาวที่ตรัง ภาพที่หลายคนนึกคือต้องไปกินหมูย่างเมืองตรัง นั่งเรือไปเที่ยวเกาะ ถ้าไม่โต้คลื่น ดำน้ำลุย ๆ ก็ต้องมีบิกินี่มาอวดบ้างละ

ตัดมาที่ภาพจริง ไปเมืองใต้ แต่ไม่ได้เหยียบทะเล มีแต่ทุ่งนาป่าเขา และสายฝนโปรยปราย ไม่ได้เสาะแสวงหาหมูย่าง แต่นั่งอ่านหนังสือกลางวงล้อมขุนเขาและนาข้าว ราวกับอยู่เชียงใหม่

แต่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย…

ฉันจองตั๋วเครื่องบินเช้าวันพฤหัส เก็บกระเป๋าตอนกลางคืน แต่บอกพี่ล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ว่าจะไปหา ฉันเหนื่อยกับงาน หมดพลัง และว้าวุ่นกับอะไรหลายอย่างที่ประดังประเดเข้ามา

“อาจไม่ได้พาไปไหนมากนะ วันเสาร์ต้องเข้าเวรตอนเช้า” พี่สาวออกตัว แต่น้ำเสียงกระตือรือร้น “เที่ยงถึงพาไปกินได้ ส่วนวันอาทิตย์เที่ยวได้เต็มวันเลย”

“ไม่ต้องไปไหนเยอะก็ได้ อยากมาเปลี่ยนบรรยากาศเฉย ๆ”

ศุกร์  13 วันไหว้พระจันทร์

เช้าวันศุกร์ฉันรีบจัดการสรุปออร์เดอร์หนังสือ ตรวจรายการชา คว้านิยายเล่มเล็กติดกระเป๋ามาด้วยแล้วรีบไปเช็กอินขึ้นเครื่องตอนเที่ยง ไม่มีไฟลต์บินตรงจากเชียงใหม่ถึงตรังก็เลยต้องแวะกรุงเทพก่อน รอประมาณ 2 ชั่วโมง เหมือนจะนานแต่เอาจริง ๆ ก็แป๊บเดียว กว่าจะรอกระเป๋า ออกไปเช็กอิน เดินไปกินเย็นตาโฟ และไปนอนร้านนวดเท้าก็แทบต้องวิ่งขึ้นเครื่องเลยทีเดียว

เมื่อขึ้นเครื่องมา เห็นคนที่นั่งด้านหน้าสุดก็ต้องชะงัก มือทำงานก่อนสมอง ยกขึ้นไหว้อัตโนมัติ…

ฉันนั่งหลังคุณชวน หลีกภัยพอดี

ได้แต่่แอบมองจากข้างหลัง นึกทึ่งในลักษณะสงบ สุขุม สมถะมาก ๆ

ฉันไปถึงตรัง 18.45 น. ล้อแตะพื้นก็โทร.หาพี่สาว นางตกใจว่ามาถึงเร็วจังนางเพิ่งเข้าบ้าน จะรีบออกไปรับเดี๋ยวนี้

ฉันเคยมาตรังหนหนึ่งแล้วตอนที่พี่ย้ายมาประจำที่นี่ใหม่ ๆ ชอบใจสนามบินเล็กจิ๋วแห่งนี้มาก ลงบันไดเครื่องบินมา เดินอีกไม่ถึงสิบก้าวก็ถึงอาคารผู้โดยสาร มีสายพานเดียว แป๊บเดียวกระเป๋าก็มาแล้ว

จากนั้นก็ยืนส่องคุณชวนที่ถูกห้อมล้อมด้วยแฟนคลับขอถ่ายรูปมากมาย ใจอยากจะไปถ่ายรูปด้วยแต่เขินและเกรงใจ เลยยืนมองท่านลับตาไป

พี่สาวก็ยังไม่มา ฉันก็ยืนเท้งเต้ง ส่งยิ้มเรี่ยราดให้คนรอบ ๆ กำลังคิดจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน นางก็โฉบมารับพอดี

รู้สึกแปลกเหมือนกันเวลาเห็นนางขับรถมารับด้วยท่าทางกลมกลืนกับคนท้องถิ่น ในเมืองที่ฉันไม่คุ้นเคย ฉันมักคุ้นกับภาพในสนามบินเชียงใหม่ หรือสนามบินในกรุงเทพมากกว่า

“มีกับข้าวให้กินที่บ้าน เป็นข้าวแซลมอนเทริยากิ” นางแจ้ง

“เหรอ…” หน้าตาฉันคงผิดหวังหน่อย ๆ

“อยากไปกินอร่อย ๆ เหรอ นึกว่ากลัวอ้วนน่ะ”

“กลัวอ้วนน่ะกลัว แต่หิว”

นางก็เลยพาฉันไปร้านทับเที่ยง Old Town ร้านเก๋ ๆ วินเทจในตัวเมือง

เนื่องจากหิวพอประมาณแต่ไม่อยากกินอะไรหนักเกินก็เลยสั่งโอ้เอ๋มะนาว ลักษณะเหมือนวุ้นเยลลี่ลอยน้ำแข็ง รสเปรี้ยวชื่นใจ ทานกับนักเก็ตไก่และกรือโป๊ะทอด แต่ละจานล้วนพูนเต็มที่ รวม 3 อย่างราคา 135 ฿ นับว่าไม่แพงเลยเทียบกับปริมาณ ถ้าอยู่กรุงเทพหรือเชียงใหม่รวม 3 จานนี้มีสิทธิ์แตะสองร้อย

“นี่ถือว่าแพงกว่าร้านอื่นแล้วนะ”

พี่สาวให้ความรู้ต่อ อธิบายว่าส่วนใหญ่ร้านอาหารที่นี่ปิดเร็ว ยกเว้นพวกข้าวต้มมื้อดึก

โอ้เอ๋มะนาว

ตอนออกจากร้านฉันเห็นป้ายรูปวาดพระยารัษฎา อดีตเจ้าเมืองตรัง และเป็นบุคคลสำคัญของตรังและภาคใต้เลยทีเดียว ฉันเคยฟังประวัติท่านมาจากไกด์ตอนไปเที่ยวแอฟริกาใต้ก็ประทับใจมาก พี่สาวเองก็เคยไปชมเรือนท่านที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมแล้วเอามาเล่าให้ฉันฟังอย่างตื่นเต้น ถ่ายรูปหุ่นขี้ผึ้งท่านมาให้ดูด้วย ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี

พระยารัษฎาคนนี้แหละที่เป็นคนแรกที่นำยางพารามาปลูกในภาคใต้ของไทย…

เป็นคนนำความเจริญ พัฒนาเมืองตรัง ปกครองชาวเมืองให้สงบร่มเย็นเป็นที่รักใคร่ของชาวตรังมาก ฉันเลยอยากจะไปชมเรือนพระยารัษฎามาก ๆ

“เค้าปิดไม่ให้เข้าชมแล้ว”

พี่สาวดับฝันดื้อ ๆ นางบอกไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร ได้แต่เดาว่าอาจไม่มีงบบำรุงเพราะตัวเรือนเป็นบ้านเก่าร้อยปี ต้องทำนุบำรุงอย่างมาก

ฉันก็อึ้ง ๆ ไปเพราะเป็นหนึ่งในที่ที่อยากไปเยือนให้ได้ในตรัง

ได้แต่มองหน้าท่านในรูปแล้วยกมือไหว้…

กลับถึงบ้านก็เตรียมของไหว้พระจันทร์ (ฉันลิสต์ให้พี่เตรียมไว้แล้ว) คืนนั้นเป็นคืนวันศุกร์ที่ 13 เป็นวันไหว้พระจันทร์พอดี แม้ดวงจันทร์จะหลบอยู่หลังเมฆหนา แต่แสงก็สว่างพอให้เราเห็นรำไร

ดีเหมือนกัน เปลี่ยนที่ไหว้พระจันทร์

สูดอากาศค่ำคืนเมืองตรัง มองท้องฟ้าที่ไม่เหมือนบ้านเรา เมฆจับตัวหนาแน่นเต็มฟ้าเพราะฝนเพิ่งหยุดตกไปได้ไม่นาน สามทุ่ม ทุกอย่างเงียบสงัดแม้อยู่ใจกลางเมือง ช่างเป็นเมืองที่สงบดีจริง ๆ เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง

ลมเย็นสบายพัดโกรก ไม่มีแสงไฟ หรือเสียงรบกวน คืนนั้นฉันหลับสนิท

เสาร์แห่งสายลม

เช้าวันเสาร์ฉันตื่นไม่เช้ามาก แต่ก็ไม่ถึงกับสาย ลงมาทานอาหารที่พี่สาวเตรียมไว้ให้ นางต้องแวะไปเข้าเวร เที่ยงถึงจะออกมาได้ ระหว่างนั้นฉันก็เดินไปรอบ ๆ บ้าน ฝนตกปรอย ๆ แล้วเริ่มหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ ความคิดที่จะตากผ้าให้นางก็จบไป ฉันเลยล้างจานแล้วหยิบหนังสือมานั่งอ่านริมหน้าต่าง ฟังเสียงฝนเปาะแปะ ลมพัดมาเย็นฉ่ำ เปิดเพลงบรรเลงคลอเบา ๆ คือดีแฮะ ไม่ต้องเปิดพัดลมหรือแอร์เลย

นี่คือความเงียบสงบที่ฉันต้องการ วางมือถือไว้ห่าง ๆ มีแต่หนังสือตรงหน้า นาน ๆ ก็เงยหน้ามองนอกหน้าต่าง เห็นใบเขียว ๆ ของต้นกล้วยและต้นอะไรต่อมิอะไรด้านนอกให้ความรู้สึกสบายตามาก ๆ

เกือบบ่ายพี่สาวก็กลับมา นางว่าจะพาไปร้านกะช่องฮิลล์ แต่เห็นฝนตกโครมครามเลยเปลี่ยนแผนเล็กน้อย พาไปทานติ่มซำที่ร้านเลตรังก่อน เป็นร้านเก่าแก่ชื่อดัง ไปถึงต้องรีบสั่งเพราะครัวจะปิด ก็เลยสั่งซาลาเปาหมูย่าง กุ้งพันสาหร่าย ปลาหมึกแดดเดียว (ตามประสาปลาหมึกเลิฟเว่อร์) หลนปูนิ่ม แล้วก็กินเหมือนปอบลงเพราะหิวมาก เจ้าของร้านก็น่ารัก เห็นพนักงานลืมใส่ปูนิ่มแล้วพวกเราท้วง ก็รีบออกมาขอโทษแทนพนักงานใหญ่เลย

เราพยายามไม่ทานเยอะไม่ให้อิ่มเกินเพราะเดี๋ยวต้องไปอีกร้าน แต่ก็อิ่มจนได้ ฝนตกเบาสลับหนักกันไปเรื่อย ๆ จนเริ่มงงกับชีวิตว่าจะเอายังไง สุดท้ายพอหยุด นางก็พาเราไปที่ที่ตั้งใจไว้คือภูหลวง ลูกลม ร้านกลางทุ่งนา กลางวงล้อมขุนเขา นั่งรถออกไปนอกเมืองเล็กน้อย

ข้อนึงที่ฉันชอบเมืองตรังคือ นั่งออกจากตัวเมืองไม่เท่าไหร่ก็เป็นนอกเมืองแล้ว มีทุ่งหญ้าป่าเขาครบครัน

แปลงนาที่ภูหลวง ลูกลม

แป๊บนึงเราก็มาถึงที่หมาย เป็นทุ่งนาเขียวขจีมีทิวเขาเรียงต่อกันเป็นพืดเป็นฉากหลัง มีร้านแนวเพิงไม้เพิงไผ่เรียงรายตลอดทาง แต่พวกเราก็มาหยุดจอดอยู่หน้าภูหลวงลูกลม (ตั้งใจจะมาที่นี่) มีซุ้มไม้เลื้อยรูปสามเหลี่ยมต้อนรับ ตัวร้านสร้างยื่นไปเหนือแปลงนา ช่วงที่เราไปคนไม่เยอะมาก เลยได้เห็นบรรยากาศข้างในชัด ๆ ร้านมีความเป็นร้านอาหารมากกว่าร้านกาแฟ ออกแนวสวนอาหาร มีหลายโต๊ะ และเมนูอาหารไทยกับเครื่องดื่มง่าย ๆ

ซุ้มสามเหลี่ยมที่ว่า

เราสองคนเลือกนั่งริมชานให้มองออกไปยังแปลงนากับภูเขาได้ ฟ้าเริ่มครึ้ม เมฆจับตัวหนาเป็นสีเทาตัดกับสีเขียวสดของผืนนาป่าเขา ลมพัดเย็นสบาย อากาศสะอาดสดชื่นมาก ๆ

ฉันสั่งชาเย็นมาจิบ ๆ พอให้ชื่นใจ ถึงเป็นของโปรดแต่ไม่อยากทานเยอะ หยิบหนังสือมาอ่านรับลม สลับกับมองทิวทัศน์เขียวขจี สบายตา สบายใจมาก ๆ

ธรรมชาติบำบัดเป็นอย่างนี้นี่เอง

สักพักก่อนที่ฝนจะตก ฉันก็เลยชวนพี่ไปเดินเล่นกลางนา ไม่ได้ลุยแปลงนานะคะ แต่ทางร้านทำทางเดินยื่นต่อไปกลางนาให้ได้เดินกัน เราก็เลยไปเดินเล่น ถ่ายรูป ดื่มด่ำบรรยากาศตรงนั้นอยู่พักใหญ่ หอมกลิ่นดินกลิ่นหญ้าหลังฝนตกชื่นใจ

แต่ไม่นานหลังจากนั้น ลมก็พัดกระโชกแรง ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาแบบไม่ให้ตั้งตัว เราจึงรีบเช็กบิลแล้ววิ่งขึ้นรถกลับมาทันที

ขากลับเรามาคนละทางกับขามา เลยได้เห็น “เขาถ้ำช้างหาย” ในที่สุด หลังจากที่เห็นป้ายมาตลอดทางและสงสัยกันว่าไหนคือเข้าถ้ำช้างหาย แต่เสียดายฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยไม่ได้แวะเที่ยวถ้ำต่อ

ด้วยความเป็นทริปชิลเราเลยไม่อัดโปรแกรมแน่น กลับบ้านไปพักผ่อนแป๊บ ๆ อ่านหนังสือกลางลมเย็น ๆ ฟังเพลง รอเวลากินข้าวเย็น

ฉันมีร้านในใจแล้วและกรอกหูพี่ตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าอยากกินร้าน “ปูม้าปาร์ตี้” ร้านที่ฟังดูโป๊งชึ่งแต่ของจริงไม่โป๊งชึ่ง เป็นร้านอาหารดี ๆ ที่โด่งดั่งเมนูอาหารทะเลแบบต่าง ๆ

เราสั่งยำสาหร่ายทะเล ซึ่งก็คือสาหร่ายพวงองุ่นของโปรดฉันนั่นเอง ปูนิ่มทอดราดซอสมะขาม หอยโพงผัดฉ่า ปูม้ากวนน้ำปลา (ซึ่งก็คือปูไข่ดองซอสน้ำปลานั่นเอง) อร่อยทุกจาน คุ้มค่าคลอเรสเตอรอลที่กระฉูดขึ้นทุกคำ

ปูนิ่มทอดราดซอสมะขาม

หอบงานมาด้วยตามประสาคนห่วงงานแต่ตอนนี้ไม่คิดอยากแตะเลย ถึงบ้านก็นั่งเปิดคลิปหมาคอร์กี้ในทีวีแล้วก็นอน

อาทิตย์แห่งสายฝน

วันนี้เราตื่นกันเกือบสิบโมง มีแพลนหลวม ๆ ว่าจะไปทานมื้อสายที่กะช่องฮิลล์ แล้วมุ่งหน้าสู่พัทลุง จากนั้นก็ขับกลับมาเอากระเป๋าเดินทางที่บ้านแล้วไปสนามบิน

แต่ด้วยความที่ตอนเช้าย้วยไปย้วยมา ปั่นน้ำผักทาน ล้างจาน ฟังเพลง แต่งหน้าแต่งตัว เก็บกระเป๋าก็เลยนานไปนิด ออกบ้านสิบเอ็ดโมงกว่า เลยได้ไปทานมื้อเที่ยงที่กะช่องฮิลล์แทน

กะช่องฮิลล์เป็นร้านแนวสวนอาหารกึ่งรีสอร์ต ทำเต๊นท์แบบดี ๆ เป็นที่พักด้วย กำลังสร้างเพิ่มอีกหลายหลังเลย ตัวร้านสร้างยื่นออกไปกลางเขา เห็นเทือกเขาเป็นฉากด้านหน้า ด้านล่างเป็นทุ่งมีแกะกับม้ากำลังเดินเล่นเล็มหญ้า ตอนที่เราสองคนไปถึงมีคณะสัมมนากลุ่มใหญ่กำลังทานอยู่พอดี แต่ก็ยังมีที่เหลือเฟือให้เรานั่ง เราเลยเลือกนั่งเอาต์ดอร์ใต้ต้นไม้ใหญ่ จะได้ชมวิวชัด ๆ 

เจ้าถิ่นอย่างพี่ฉันสั่งเมนูที่นางคอนเฟิร์มแล้วว่าอร่อยมาให้อย่างยำเส้นใหญ่กรอบ เป็นเหมือนเส้นใหญ่ราดหน้าทอดกรอบ (ซึ่งฉันชอบเส้นแบบนี้มาก ๆ อยู่แล้ว) เอามายำคล้ายยำตะไคร้ผสมกับยำแบบยำวุ้นเส้น (แต่ไม่มีวุ้นเส้น) ใส่กุ้งเนื้อแน่น ๆ มาด้วย

ยำเส้นใหญ่กรอบ

และแกงส้มทุเรียน ปกติฉันไม่ชอบทุเรียน แต่คิดว่าลองสักหน่อยไม่เสียหาย ปรากฏว่าอร่อยมาก ไม่เหม็นทุเรียนเลย และได้กลิ่นกับรสทุเรียนนิด ๆ อวลในแกงส้มกำลังพอดี พี่สาวบอกว่าปกติมาจะทานแบบใส่กุ้ง คราวนี้เลยลองสั่งแบบใส่หมูย่างตรัง ลองแล้วอร่อยไปอีกแบบ ใครมาแนะนำลองสั่งเมนูนี้เลยนะคะ

แกงส้มทุเรียนใส่หมูย่างตรัง

นอกจากนี้ยังมีหมูฉลู ซึ่งเอาหมูสามชั้นมาทอดและยำคลุกเคล้าแบบยำตะไคร้ พร้อมกับสั่งน้ำมะม่วงเบาปั่นตามที่พนักงานเสิร์ฟเชียร์นักเชียร์หนา มะม่วงเบาเป็นมะม่วงเปรี้ยวจี๊ด ปั่นน้ำทานแล้วสดชื่นมาก ๆ

หมูฉลู
น้ำมะม่วงเบา สีเขียว ๆ เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด

พนักงานร้านนี้เทรนมาดีนะ มีจิตวิญญาณในการเชียร์มาก มีความรู้เรื่องอาหารของร้านดี และเอาใจใส่ลูกค้ามาก ตอนเช็กบิลเห็นเราทานแกงส้มทุเรียนไม่หมดก็ถามอย่างกังวลว่า

“ไม่อร่อยหรือคะ”

ถึงเราสองคนพยายามจะบอกว่าอร่อย พวกนางก็ยังไม่สบายใจ

“อร่อยแล้วทำไมทานไม่หมดล่ะคะ บอกได้นะคะไม่ชอบตรงไหนจะได้ปรับปรุง”

“อร่อยค่ะ แต่พอดีอิ่มแล้ว”

“เผ็ดไปนิดค่ะ พอดีไม่ทานเผ็ด” พี่ฉันตอบไป อันที่จริงก็ไม่ได้เผ็ดขนาดนั้นหรอกฉันรู้ แต่นางอยากหาเหตุผลที่เหมาะสมให้อีกฝ่ายสบายใจ

“โอ บอกได้นะคะ วันหลังจะกำชับให้ แกงส้มทางใต้จะเผ็ดเข้มข้นหน่อย”

น้องคนเสิร์ฟอีกคนทำหน้ากลุ้มใจ

“เสียดายหนูไม่ได้ดูโต๊ะพี่ ไม่งั้นจะกำชับแม่ครัวไม่ให้เขาทำเผ็ด”

อีกคนพยายามเสนอ

“ห่อกลับบ้านไหมคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” พี่ฉันปฏิเสธ เพราะกลัวเหม็นในรถหรือหก อีกทั้งกว่าจะถึงบ้านตอนเย็นกลัวแกงจะเสียซะก่อน

พวกนางก็คะยั้นคะยออีก พี่สาวฉันก็ยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ห่อกลับ

“ไม่อร่อยแน่ ๆ เลย ไม่อร่อยก็บอกตรง ๆ ได้นะคะ ไม่ต้องรักษาน้ำใจ จะได้เอาไปปรับปรุงค่ะ”

“อร่อยค่ะ อร่อย” ฉันเห็นแกหน้าเสีย เลยรีบบอก “ห่อกลับก็ได้ค่ะ”

พอพี่ขึงตาใส่ฉัน ฉันก็พูดอุบอิบประมาณว่าเอาเถอะน่า พอพนักงานสองคนยิ้มร่าดีใจเข้าไปห่อให้ในครัว พี่ก็เปิดฉากใส่ฉัน

“เดี๋ยวหกใส่รถทำไง แล้วพรุ่งนี้ก็ไม่กิน”

“เดี๋ยวเราเอากลับขึ้นเครื่องเองก็ได้ ห่อดี ๆ น่าจะโอ สงสารแกออก”

เราจึงได้แกงส้มทุเรียนหมูย่างห่อกลับมาด้วย

ระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าสู่พัทลุง ฝนก็สาดโครมลงมาไม่ลืมหูลืมตา พี่ฉันใจเสีย บอกว่าฝนตกอย่างนี้ไปพัทลุงก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี ทั้งยังอันตรายด้วย

ถึงฉันจะเสียดายหน่อย ๆ แต่ก็เข้าใจ นางจึงพาไปกินขนมอร่อย ๆ ในร้านที่ชอบแทน ร้านนั้นอยู่ในปั๊มน้ำมัน เป็นร้านขนมเล็ก ๆ น่ารัก ที่แม้จะอยู่ในปั๊มน้ำมันแต่กลับเป็นร้านแนววินเทจ มีเบเกอรี่ฝรั่งอร่อย ดูไม่เข้ากับปั๊มข้างนอกเลย

ร้านนี้ชื่อ Petite Nature (เปอติ๊ด นาตูร์)

แค่เปิดประตูเข้าไปก็ได้กลิ่นขนมหอมโชยมาเลยข้างในเล็ก ๆ มีโต๊ะนั่งประมาณสามสี่โต๊ะ และมีโต๊ะทำงานคล้ายบาร์สำหรับให้มานั่งทำงานอีกโต๊ะนึง มีโซนขายถ้วยชามวินเทจสวยงาม ของที่ระลึก ด้านตรงข้ามเป็นชั้นหนังสือให้หยิบมานั่งอ่านได้ หนังสือก็เป็นหนังสือวรรณกรรมดี ๆ หลายเรื่องเลย ฉันก็เลยหยิบมานั่งอ่านเล่มนึง กินขนม จิบชา มองฝนโครม ๆ ข้างนอก

สิ่งที่โดดเด่นของร้านนี้นอกจากเป็นการตกแต่งสไตล์วินเทจแต่มีสีสันสดใส เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครแล้ว มีขนมนี่แหละที่รสชาติดี เห็นปุ๊บจะรู้สึกความเป็น Traditional Home Cook แบบตำราฝรั่ง เมนูจะออกไปในแนวนั้น ไม่ได้โมเดิร์นแบบเบเกอรี่สมัยนี้ หน้าตาดี รสชาติดี ไม่หวานเลี่ยนเกินไป ทุกคำทุกสัมผัสชัดเจน เต็มคำ กลมกล่อม ฉันชอบ Chocolate Dark Beer Cake ครีมชีสด้านบนไม่หวานเกิน มีรสมัน ๆ อมเปรี้ยวนิด ๆ ตัดเลี่ยนได้ดี ตัวเนื้อเค้กสีน้ำตาลเข้มก็นุ่มเนียนกำลังพอดี

Chocolate Dark Beer Cake

เนื่องจากฝนตกจนชื้นเย็น เป็นเวลาเหมาะกับเครื่องดื่มร้อน ๆ ฉันเลยสั่งมัทฉะร้อน ไม่ใส่นม รสออกมาเข้มกลมกล่อม จิบตัดรสเค้กได้ดีเลย

มัทฉะร้อน ไม่ใส่นม

พี่ฉันสั่งลาเต้ร้อนมันม่วงมา นางบอกว่าเมนูนี้อร่อยมาก ตอนแรกฉันก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่พอลองชิมเท่านั้นละ อื้อหืออ…​ อร่อยมาก 

บางคนอาจสงสัยมันม่วงมันจะอร่อยได้ยังไงนักหนาเชียว ยิ่งถ้าเคยเจอเครื่องดื่มมันม่วงที่อื่นที่ใช้ผงมันม่วงทำก็คงคิด แต่นี่… ชิมปุ๊บรู้เลยว่าใช้มันม่วงจริง ๆ ทำเลย รสชาติเลยชัดมาก ทั้งรสทั้งกลิ่น ยิ่งต้มกับนมหอม ๆ ยิ่งฟินค่ะ แล้วไม่ออกรสนมเกินจนกลบรสมันม่วง

พอกินไปถึงก้นแก้ว มันม่วงจะยิ่งเข้มข้นขึ้น

เลิฟเลย มิน่านางถึงสั่งสิ่งนี้อย่างไม่ลังเลเลย

เรานั่งอ่านหนังสือ กินขนม จิบชากันสักพักฝนก็ยังไม่มีทีท่าซาลง ฉันเลยเดินไปเลือกถ้วยกาแฟกับจานรองวินเทจมาชุดนึง นั่งร้านขนมก็ชอปปิ้งได้นะเออ พักใหญ่ ๆ นู่นละฝนค่อยสงบลง เหลือโปรย ๆ อยู่บาง ๆ พี่สาวก็รู้สึกผิดหน่อย ๆ ที่ไม่มีที่พาฉันไปแล้ว ขับกันออกไปแป๊บนึงนางก็พูดถึงเขาพับผ้าที่ได้ยินฉันพูดก่อนหน้านี้ระหว่างขับรถผ่าน

“ไปเขาพับผ้าไหม”

ไปไหนก็ได้ ฉันโอเคหมดแหละ เขาพับผ้าอยู่เส้นออกนอกเมือง ฝนเริ่มเบาลงก็เลยพอขับได้ ไม่หนักจนอันตรายเหมือนตอนเราจะไปพัทลุงกัน จุดที่เราแวะเขาพับผ้าเป็นรอยต่อระหว่างตรังกับพัทลุง เลี้ยวเข้าไปเป็นลานกว้าง ฉันมองหายอดเขาที่ดูน่าจะเป็นยอดเขาพับผ้า แต่ก็ดูไม่มีเขาใกล้ ๆ ไหนโดดเด่นเลย

มองไปรอบ ๆ ก็เห็นจุดไหว้ทวดหลักเขต ก็เลยตัดสินใจว่าเราไปไหว้ทวดหลักเขตก่อนนี่แหละ ไหน ๆ ก็มาถึงที่ ต้องกราบไหว้ให้เป็นสิริมงคล เดินฝ่าฝนปรอยไปซื้อเครื่องบูชาชุดละยี่สิบบาท มีพานดอกไม้ ธูป เทียน เดินไปถึงจุดไหว้ คุณลุงหน้าตาแบบชาวใต้เต็มที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ก็ผุดลุกขึ้นมา แนะนำอย่างใจดี

แกพูดเป็นภาษาใต้เร็วปรื๋อ ฉันกับพี่ฟังไม่ออก จำได้เป็นคำ ๆ เลยได้แต่ยิ้ม ไม่กล้าท้วงว่าไม่เข้าใจกลัวแกจะเขิน สักพักพอแกดูท่าว่าสองคนนี้ฟังไม่เข้าใจก็เปลี่ยนมาพูดภาษาไทย แนะนำว่าจุดตรงไหน ไหว้ตรงไหน

ตอนที่เรามามีคนไหว้อยู่กลุ่มหนึ่งก่อน ดูแล้วเป็นคนท้องถิ่น ไม่เหมือนพวกเราที่ดูยังไงก็เหมือนนักท่องเที่ยว ลุงแกเลยมองอย่างสังเกต และชวนคุยอย่างใจดี ฉันจึงถือโอกาสถาม

“เขาพับผ้านี่อยู่ไหนคะ”

ลุงหัวเราะ ชี้นิ้วกวาดไปตามแนวเขาทั้งหมด

“ก็ทั้งแนวนี่ไงลูก เขาพับผ้า ยาวไปถึงพัทลุงอะไรนู่น”

อ้อ… อย่างนี้นี่เอง เขาพับผ้าคือเทือกเขาทั้งพืดนั้นนี่เอง ป้ายเขาพับผ้าที่เราเลี้ยวมานี้เป็นจุดไหว้สักการะทวดหลักเขตของเขาพับผ้า

แต่ก็ดีนะ ได้มาไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนสัญจรแถวนี้นับถือบูชา

ลุงแกเล่าหลายเรื่องน่าสนใจ ทั้งเรื่องไก่ที่เราเห็นวิ่งกันเต็มลาน ลุงบอกว่าคนมักมาไหว้บนบานกันด้วยไก่ บางทีก็เอามาปล่อย พันธุ์สวย ๆ ทั้งนั้น บ้างก็เป็นไก่ป่าที่มาจากบนเขา มันเห็นว่ามาที่นี่ไม่มีมนุษย์ทำอันตรายก็มาอยู่ มันวิ่งแบบไม่กลัวคนเลย

“มีตรงนู้นเป็นแม่ไก่เพิ่งฟักลูก ลุงอนุบาลไว้ตรงนู้น ไปดูสิ”

ลุงชี้ไปที่มุมหนึ่งที่มีสุ่มไก่เล็ก ๆ ตั้งอยู่ ข้างในมีแม่ไก่ตัวอ้วนปุ๊กกกลูกเจี๊ยบห้าหกตัวเรียงกันอย่างน่ารัก มันมองมาตาแป๋วอย่างสงสัย

“คนมาบนกันด้วยไก่เยอะ จนลุงบอกว่าวันหลังเอาอย่างอื่นมาก็ได้ พื้นมันเลอะเวลาฝนตกหรือคนเข้ามากันเยอะแยะ เช็ดน้ำธรรมดาไม่ค่อยออก ถ้าจะเอามาช่วยก็เอาพวกน้ำยาทำความสะอาดมาก็ได้ หรือข้าวเปลือกก็ได้ ไก่เยอะ ต้องกินกันเป็นกระสอบ”

ลุงเล่าต่อไปว่าจริง ๆ ที่นี่คนมาเยอะ เป็นที่นิยมเพราะไม่แบ่งศาสนา เชื้อชาติ จะจีน ไทย อิสลามอะไรก็มาไหว้ได้หมด แต่ที่ยังไม่เจริญเท่าไรเพราะไม่มีทางราชการมาช่วย แต่ตั้งแต่ลุงมาดูที่นี่ก็ดีขึ้นเยอะแล้วนะ ลุงยังตั้งใจจะพัฒนาตรงนี้ด้วยตัวเองเท่าที่พอทำได้ ตรงซุ้มโค้งสานไม้โปร่งหน้าจุดไหว้ที่เห็น ลุงบอกว่าจะปลูกเสาวรส ทั้งผล ใบ ต้นมันทำอะไรได้เยอะ มีประโยชน์อีกด้วย

ฉันมองเห็นความเรียบง่ายและความตั้งใจของลุง ก็ดีใจที่วันนี้ได้แวะมาที่นี่ ไม่ต้องไปไหนไกล หรือไปไหนชิค ๆ หรอก แค่ได้มาไหว้พระ ได้คุยกับคนท้องถิ่น รู้เรื่องราวที่ปกติคงไม่รู้ก็คุ้มค่าแล้ว

ฝนยังตกปรอย ๆ ฟ้าเป็นสีมัวซัวเมื่อเราขับรถกลับบ้าน ต้นไม้ป่าเขาสองข้างทางเขียวสมบูรณ์เสียจนฉันมองอย่างเพลิดเพลินตลอดทาง ไม่ก้มหน้าดูมือถือตามเคยชิน ต้นไม้ทางใต้ก็หน้าตาไม่เหมือนต้นไม้ทางเหนือ แต่ชื่อต้นอะไรบ้าง พันธุ์อะไรฉันก็จนปัญญาจะรู้ พี่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันเลยได้แต่มองแล้วทึ่งในธรรมชาติแน่น ๆ ที่สังเกตคือออกนอกเขตเมืองมาแป๊บเดียวก็เป็นป่าเขาแล้ว แสดงว่าธรรมชาติที่นี่สมบูรณ์สุด ๆ ต่างจากเชียงใหม่ของฉันที่ความเป็นเมืองรุกรานจนแทบไม่เหลือธรรมชาติแท้ ๆ แบบไร้คนรบกวน เหลือก็น้อยเต็มที นักท่องเที่ยวได้พบกับธรรมชาติกับวิถีสโลว์ไลฟ์ที่ผ่านการปรุงแต่ง ดัดแปลง เซ็ทอัปจนไม่ได้เห็น ‘ของจริง’ อีกแล้ว แม้แต่ฉันที่เป็นคนท้องที่จริง ๆ ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ เลยมาตื่นเต้นกับ ‘ธรรมชาติของจริง’ ในเมืองน้อย ๆ ทางใต้แห่งนี้

เมื่อกลับถึงบ้านยังเหลืออีกภารกิจที่ฉันอยากทำ นั่นก็คือการเล่นกับหมาของเพื่อนพี่ เห็นแต่ในคลิปจนชิน พอโทรถามว่าเพื่อนอยู่บ้าน พี่ก็พาฉันไปรู้จักเพื่อนและรู้จักหมาเพื่อน น้องเป็นหมาพันธุ์เฟรนช์บูลด๊อกสีดำชื่อกุนเชียง อายุ 4 เดือน ตาโตเหลียวมองไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ยังเหนียมหน่อย ๆ กับคนแปลกหน้าอย่างฉัน ที่สำคัญกุนเชียงดูฉลาดเอามาก ๆ เลยและยิ่งเป็นหมา well-trained ยิ่งฉลาดไปใหญ่ โตกว่านี้จะต้องล้ำมากแน่ ๆ

กุนเชียง
สงวนหน้าแพรพพ

เล่นกับหมาจนหนำใจ พี่ก็รีบพาฉันไปส่งสนามบิน ฉันวิ่งไปเกือบไม่ทันแน่ะ เผลอแป๊บเดียวก็มานั่งงง ๆ อยู่บนเครื่องว่าทำไมเวลามันผ่านไปเร็วจัง เมื่อกี้ยังนั่งเล่นหมา ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฉันก็อยู่บนเครื่องบินเตรียมกลับซะแล้ว คงเพราะสนามบินนี้เล็กกะทัดรัด ไม่ต้องเสียเวลาเดินนาน กระโดดลงจากรถก็วิ่งปร๋อเข้าเกทได้สบาย

ดูสิ ฉันไม่ได้ย่างเท้าแตะทะเลเลยนะ เพราะมันอยู่อีกอำเภอแน่ะ… เอาน่า รอบก่อนที่มาส่งพี่ที่นี่ฉันก็นั่งเรือไปเกาะกระดาน เกาะมุก ถ้ำมรกตแล้ว ฉันไม่ได้อยากไปซ้ำหรอก

แล้วฤดูมรสุมอย่างนี้ใครเขาออกทะเลกัน อยู่กลางป่าเขาน่ะถูกแล้ว และโดยธรรมชาติแล้ว ฉันก็ชอบภูเขามากกว่าทะเลอยู่หน่อย

ฝนยังตกเปาะแปะไม่ขาดสาย ลมพัดเย็นสบายเมื่อฉันจากมา ฉันคงคิดถึงอากาศเย็นฉ่ำสำราญที่นี่เอามาก ๆ อยู่บ้านไม่ต้องเปิดแอร์ก็เย็นกำลังดี เนื่องจากเป็นเมืองชื้นผิวจึงชุ่มชื้นไม่แห้งแม้ขี้เกียจทาโลชั่นหลังอาบน้ำ ข้อเสียคือผ้าอาจจะแห้งยากสักหน่อยเท่านั้น

ฉันคงคิดถึงภูเขาที่นี่ เสียงและสายฝน กลิ่นดินหญ้าที่่ต่างจากความคุ้นเคย อากาศบริสุทธิ์สะอาดที่สูดได้อย่างเต็มปอด รู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง แม้จะมาแค่ 2 วันก็ตาม

คงต้องมาอีกแน่ ๆ เมืองตรัง…

SUMMARY

การเดินทาง

สายการบิน Thai Lion Air

ร้านอาหารและจุดชมวิว

  1. ร้านทับเที่ยง Old Towm
  2. ร้านเลตรัง
  3. ภูหลวง ลูกลม
  4. ร้านปูม้าปาร์ตี้
  5. กะช่องฮิลล์
  6. Petite Nature (เปอติ๊ด นาตูร์)
  7. เขาพับผ้า (ทวดหลักเขต)

ไว้พบกันใหม่ทริปหน้านะคะ

มีอะไรสอบถามไว้ในคอมเมนต์หรืออีเมล ploenthejourney@gmail.com ได้เลยค่ะ ยินดีตอบมาก ๆ

Ploen The Journey

Facebook: เที่ยวเพลิน – Ploen The Journey http://www.facebook.com/ploenthejourney

Instagram: ploenthejourney

#ploenthejourney #เที่ยวเพลิน #ตรัง #เที่ยวไทย #เที่ยวตรัง #travelstoryteller #เที่ยวเพลินเดินตรัง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.