ส่องสัตว์สัมผัสแอฟริกาใต้ – South Africa More than Safari

แอฟริกาใต้ ไม่ได้ลำบาก อากาศเย็นสบาย

เย่ พามาตะลุยดินแดนแปลกใหม่กันบ้าง ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาเพลินไปเที่ยวแอฟริกาใต้มาค่ะ หลายคนพอพูดถึงแอฟริกาก็จะนึกถึงความร้อน ความแห้งแล้ง กันดาร อันตราย มีแต่ชนเผ่าและสัตว์ป่าเนอะ แต่จริง ๆ เค้ามีความหลากหลายกว่านั้นมาก โดยเฉพาะ “ประเทศแอฟริกาใต้” ที่เรียกได้ว่าออกจะอุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบาย และเที่ยวสนุกมาก ผู้คนก็เป็นมิตร จิตใจดีด้วยน้า ไม่น่ากลัวเลยค่ะ

เที่ยวทริปนี้เพลิน 1) เดินทางกับทัวร์ และ 2)เที่ยวเองต่อ รวมทั้งสองแบบเลยเพราะเวลาเดินทางข้ามเมืองไปกับทัวร์จะสะดวกกว่า ไม่ต้องแบกกระเป๋าให้เมื่อย ส่วนเที่ยวเองต่อในเคปทาวน์ก็ไม่ยากค่ะ เที่ยวเองชิลๆ ได้หลายวัน เพลินจะสรุปวิธีเตรียมตัวและแพลนเส้นทางให้อีกทีท้ายบล็อกนะคะ

รู้จักแอฟริกาและประเทศแอฟริกาใต้

ทวีปแอฟริกา หรือ กาฬทวีปอยู่ตอนใต้ของยุโรปและติดกับเอเชีย โอบล้อมด้วยมหาสมุทรแอตแลนติกทางทิศตะวันตก และมหาสมุทรอินเดียทางตะวันออก ตอนเหนือติดกับทะเลเมดิเตอเรเนียนและทะเลแดง มีพื้นที่กว้างใหญ่และจำนวนประชากรมหาศาล ส่วนใหญ่อากาศร้อนแห้งแล้ง

แผนที่ทวีปแอฟริกา
(Photo Credit from : https://thefutureofeuropes.fandom.com/wiki/African_Breakdown_(Map_Game) )

ส่วน “แอฟริกาใต้” เป็นชื่อประเทศหนึ่งในทวีปนี้ อยู่ทางตอนใต้สุดของทวีป มีทั้งภูเขา ทุ่งหญ้า และฝั่งทะเล อากาศอบอุ่นเย็นสบาย ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เมืองหลวงคือเมือง พรีทอเรีย (Pretoria ) เมืองสำคัญที่มีชื่อเสียงคือ เคปทาวน์​ (Capetown) และ โจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg)

แผนที่ประเทศแอฟริกาใต้ (photo map credit from: https://showme.co.za/facts-about-south-africa/the-maps-of-south-africa/ )

คนที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาแอฟริกันเป็นหลัก คำว่าภาษาแอฟริกัน (Afrikaans) หมายถึงภาษาที่คนผิวขาวสมัยเข้าไปในแอฟริกาใหม่ๆ ใช้
พัฒนามาจากภาษาดัตช์ เรียกว่าเป็นภาษาลูกของดัตช์ก็ว่าได้ และ เป็นลูกผสมระหว่างภาษาดัตช์ เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ใช้พูดกันในประเทศแอฟริกาใต้ และนามิเบีย

หลัก ๆ ที่อยากชมในแอฟริกาใต้คือ “สัตว์ป่า” แบบที่อยู่ในป่าจริง ๆ ไม่ใช่ในสวนสัตว์  เราก็จะได้ไปทั้งซาฟารี ทั้งเกาะแมวน้ำ หาดเพนกวิน ฟาร์มนกกระจอกเทศ และดื่มด่ำชมธรรมชาติสวย ๆ กับหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกทางธรรมชาติ คือภูเขาโต๊ะ (Table Mountain) ชมเมืองภูเขาริมทะเล และอื่นๆ

Route เมืองหลักของเราคือ Johannesburg – Pretoria – Suncity – Capetown

ส่วนรูทย่อยเดี๋ยวจะสรุปไว้อีกทีค่ะ

Trip

South Africa (10 days) 9-19 April 2019

Weather (อากาศ/อุณหภูมิ)

ช่วงที่ไปอากาศดี ไม่ร้อนมาก กำลังเย็นสบาย อยู่ที่ 15-22 องศา ลมแรง มีวันนึงลงไปถึง 11 องศา แต่โดยรวมกำลังดี

เงิน (Money/currency)

แอฟริกาใต้ใช้เงินสกุล Rand (Zar) 

1 แรนด์ = 2.3 ฿

แนะนำให้แลกเงิน US Dollar ไปก่อน แล้วถึงสนามบินค่อยไปแลกเงินแรนด์

DAY1 : Bangkok-Johannesburg

เดินทางวันแรกด้วย Singapore Airlines ไฟลต์ 20.05 ไปเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์ นั่งยาวไปถึงโจฮันเนสเบิร์กในวันถัดไป เพลินก็หลับตลอดทางเพราะอยากออมแรงให้มากที่สุด เครื่องลงต้องเที่ยวต่อจะได้สดชื่น

DAY2 : Lesedi – Mabula Reserve Game Drive

รู้จักชนเผ่าในแอฟริกาใต้

เรามาถึงโจฮันเนสเบิร์กตอนเช้าตรู่ แลกเงินจาก US Dollar เป็นเงิน Rand (บางส่วน) ที่สนามบินเลย ออกจากสนามบินมาจะเห็นต้นว่านหางจระเข้พันธุ์แอฟริกันต้นใหญ่เชียวค่ะ

African Aloe Vera

เนื่องจากมาถึงเช้ากำลังหิว คุณตึ๋ง ผู้นำทัวร์ที่ใจดีมากกก สุภาพมากก เตรียมการกับคุณอองเดร ไกด์ท้องถิ่นเตรียมน้ำและแซนวิชร้อนๆ ให้ทานเป็นอาหารเช้าระหว่างนั่งรถ อร่อยใช้ได้เลยค่ะ

แซนด์วิชไก่ร้อนๆ กับเฟรนช์ฟรายเป็นอาหารเช้าบนรถ

นั่งรถราว 50 นาที ไปถึงหมู่บ้านวัฒนธรรมเลเซดี (Lesedi Cultural Village) ที่เหมือนเป็นพิิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ บอกเล่าความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ในแอฟริกา และ ประเทศแอฟริกาใต้ เพลินว่าก็ดีนะคะ มาถึงบ้านเมืองเค้าก็ต้องรู้จักรากเหง้า วัฒนธรรมความเป็นมาของเค้า จะได้เที่ยวสนุก 

เค้าก็จะต้อนรับเราด้วยการแสดงของชนเผ่าต่าง ๆ เช่น Zulu, Xhosa, Pedi, Basotho  ทุกคนเต้นเก่งกันทั้งนั้น ดูเพลินเลยค่ะ

จากนั้นก็เดินชมรอบหมู่บ้านซึ่งจะจำลองบ้านเรือน วิถีีชีวิต ความเชื่อของชนเผ่าต่าง ๆ ตัวผู้ชายคนอธิบายนี่เล่าเก่งมาก อธิบายเข้าใจชัดเจนทำให้สนุกไปด้วย ทำให้เข้าใจประวัติแอฟริกาและแอฟริกาใต้มากขึ้นตั้งแต่ชนเผ่าดั้งเดิม และพวกผิวขาวที่ทยอยเข้าไปและทำความเปลี่ยนแปลง ผสมกลมกลืนเชื้อชาติทีละน้อย รวมถึงการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม ปกป้องศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์

คนนี้แหละค่ะผู้บรรยายใน Lezedi
ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าแต่ละเผ่า
ประกายรุ้ง
ลักษณะบ้านทรงเตี้ย
สีชุดแจ่มมากค่ะ
คุณเค้าโพสต์ท่าอย่างนี้อยู่แล้วแม้ไม่มีกล้องค่ะ สวยธรรมชาติมาก
การหุงหาอาหารแบบเดิม
ชอบเสื้อผ้าสีสดใสของเค้ามาก
ส่วนบ้านพักทำสีสันสดใสสไตล์แอฟริกัน
บริเวณที่ทำเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก และจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้แบบชนพื้นเมืองดั้งเดิม

จากนั้นช่วงสายก็นั่งรถต่อไปถึง Mabula Lodge เป็นรีสอร์ตพรีเมียมกลางป่าในแถบ Bela Bela วิวสวยมาก และไม่ปรุงแต่งมากคืออยู่กลางป่าก็คงเสน่ห์แบบกลางป่าไว้ (แต่ก็ยังสวยและสบาย ปลอดภัย) ตลอดทางเราจะเห็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์มาก มาบูลาตั้งอยู่ในอุทยานเนื้อที่กว่า 12,000 เอเคอร์ และมีสัตว์ป่าน้อยใหญ่อาศัยรวมตัวกันในป่าแห่งนี้ 

สัตว์เหล่านี้อยู่ในป่าตามธรรมชาติ ไม่ได้เลี้ยงให้อาหาร ดังนั้นระหว่างอยู่ในโรงแรม เราอาจจะเห็นกวางบ้าง ลิงบ้าง เป็นปกติ แล้วเค้าเตือนว่าเวลาออกจากห้องพักอย่าลืมปิดประตูหน้าต่างไว้ เพราะไม่งั้นลิงบาบูนจะเข้ามารื้อข้าวของในห้องได้ และมันดุด้วยค่ะ (ลิงเปิดกระเป๋าได้ด้วยนะจ๊ะ) 

รีสอร์ตมาบูลาแห่งนี้สวยแบบสบายๆ  ทำดีมาก สะอาดและดูพรีเมี่ยมแบบกลมกลืนกลางป่า ไม่มาก ไม่น้อยเกิน ดูลงตัว ไม่ได้อลังเว่อร์วัง แต่ไม่ได้ดิบเกิน เรียกว่า “น้อยแต่มาก” ก็คงได้มั้งคะ

บ้านพักแยกเป็นหลัง ๆ หลังนี้ก็แบ่งเป็นสี่ห้องตามเบอร์ ก็แยกสี่บ้านพอดี

ห้องพักน่ารัก มีกลิ่นหอมสดชื่นแบบธรรมชาติ มีความรีสอร์ตแต่ไม่ดิบ ไม่มีแมลงเล็ดลอดมาทั้งที่อยู่กลางป่า

ได้เวลาส่องสัตว์

เราทานอาหารเที่ยงกันที่มาบูลา พักผ่อนอาบน้ำอะไรสักพัก ประมาณบ่ายสามเราจะไป “ส่องสัตว์” กันค่ะ เราจะส่องสัตว์กัน 2 วัน คือวันนี้ และพรุ่งนี้เช้าค่ะโดยเฉพาะ Big 5 หรือสัตว์เจ้าป่ายิ่งใหญ่ทั้ง 5 ได้แก่ สิงโต เสือ แรด ควายป่า ช้างป่า และอื่น ๆ โดยจะนั่งรถเข้าป่าและมีเรนเจอร์เป็นคนขับ เรียกว่า Game Drive รถคันหนึ่งนั่งได้ 9 คน และห้ามลงจากรถหรือส่งเสียงดังเพราะอาจไปรบกวนสัตว์หรือทำให้พวกมันตกใจได้

ตอนแรกคิดว่าอากาศต้องร้อนฉ่าแน่ ๆ เลย แต่ผิดคาดค่ะ ลมเย็นมาก ดีที่เค้าให้เอาหมวกมีสายรัดและเสื้อกันลมไปเพราะนั่งรถส่องสัตว์ไปเกือบสองชั่วโมง หนาวมากค่ะจุดนี้ แต่คุ้มค่ามาก ๆ เพราะได้เห็นสัตว์ป่าแบบใกล้ชิด แบบที่เค้าใช้ชีวิตในป่าจริง ๆ 

พวกเค้าคงชินกับมนุษย์นั่งรถมาดูเค้าในป่าค่ะ ก็ยังใช้ชีวิตกินหญ้า เดินทอดน่องอะไรไปตามปกติ แต่จะมีงงๆ เมียงมองบ้างอย่างไม่แน่ใจ

เล็มหญ้าอยู่อย่างชิลๆ
Wildebeest (วิลเดอบีสต์)
นั่นแน่ะ เจอ 1 ใน Big 5 น้องแรดนี่เอง

นั่งมาได้ชั่วโมงนิดๆ มีพักเบรกกลางทางให้ดื่มน้ำ ทานของกินเล่นหน่อย แต่ตอนนี้เริ่มหนาวมากแล้ว น้ำค้างเริ่มลงและลมแรงเริ่มอยากกลับเข้ารีสอร์ตไวๆ แต่พอเห็นสัตว์น่ารักก็ตื่นเต้น

น้องยีราฟกับม้าลายนี่คือที่สุดของเพลินเลย เพลินว่าเค้าน่ารักมากๆๆ โดยเฉพาะยีราฟตาหวาน และม้าลายอวบอ้วนใหญ่

นั่งรถส่องสัตว์นี้เรากำหนดไม่ได้ว่าจะเห็นตัวไหนบ้าง แล้วแต่โชคเลยค่ะ เย็นนี้เรายังไม่เห็นเสือหรือสิงโต  เพราะพวกเขาจะออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนไปถึงเช้า ๆ  แต่ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้ามาใหม่ค่ะ

ตอนเย็นก็ทานอาหารที่มาบูลา บุฟเฟ่ต์อร่อยมาก พูดเลย เด็ดทุกอย่าง มีเนื้อวิลเดอร์บีสด้วย เพลินก็แอบชิมนิดหน่อยอร่อยดี

DAY3 : Mabula – Suncity (Lost City)

ส่องสัตว์ 

วันถัดมาเราตื่นเช้าตรู่และออกไปนั่ง Game Drive ส่องสัตว์ตั้งแต่ 6.30 น. เตรียมกันหนาวไปอย่างดี (ลมแรงจนหนาว) เช้านี้เรนเจอร์พาไปอีกเส้นทาง และตอนเช้าก็จะเห็นสัตว์ต่างไปจากตอนเย็นด้วย แต่ก็อย่างที่บอกค่ะว่าเรากำหนดไม่ได้ว่าจะเห็นตัวไหน ได้ลุ้นไปตลอดทางก็สนุกดีค่ะ

เช้านี้เห็นตัวแอนเทโลป (Antelope) , ละมั่งแอฟริกา อิมพาลา (impala), วิลเดอร์บีส (Wildebeest) เยอะกว่าเมื่อวาน และเห็นยีราฟตาหวานหลายตัว หมูป่า ควายป่า แรด และอื่น ๆ รายทางมากมาย

นกหายาก (จำชื่อไม่ได้) ที่กินมูลสัตว์เป็นอาหารด้วย

ควายป่า จ้องหน้าเชียว
หมูป่าก็มา
ยีราฟยังน่ารักและชิลๆ เสมอ
หนูไม่กลัวคนเหรอลูก
แม่ม้าลายสาว ตัวล่ำอวบอ้วนมาก เห็นใกล้ๆ ลายเค้าสวยมากจริงๆ

อ้าว น้องแรด มานอนกลางถนนอย่างนี้เลยเหรอลูก จริงๆ มันก็พื้นที่เค้าอะเนอะ มนุษย์นั่นแหละมาส่องดูเค้าเอง

แรดอวบอ้วนนอนกลางทางอย่างสบายอารมณ์

สักแป๊บน้องแรดก็ลุกขึ้น ทำให้เราได้เห็นว่า…โถ ที่แท้หนูมีลูกนี่เอง นางให้ความอบอุ่นลูกน้อยอยู่

แรดสาวมีลูกน้อย

แล้วก็เห็นแจคคัลวิ่งผ่านไป แจคคัล (Jackal) ถ้าหาคำแปลในดิคชันนารีจะเรียกว่าหมาไน แต่ถ้าอ่านให้ละเอียด แจคคัลคือสัตว์กินเนื้อตระกูลสุนัข ตัวเล็กกว่าหมาป่าแต่ตัวใหญ่กว่าจิ้งจอก

วิ่งใหญ่เลยนะแจคคัล

แล้วก็เริ่มเห็นแจคคัลบ่อยขึ้น นางกำลังคุ้ยขุดดินอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ

Impala กับพวก Antelope ก็เห็นเรื่อยๆ ตามทาง

Impala อยู่กันเป็นฝูง
แตกฝูงเหรอจ๊ะน้องสาว
แน่ะ ประชุมอะไรกัน

กำลังถอดใจว่าไม่เห็นสิงโต เรนเจอร์จากรถอื่นก็วอมาหารถเราว่าให้ไปทางนี้จะเห็นสิงโต แต่ปรากฏว่าสิงโตนอนอยู่ใต้พงหญ้าสูง ทำให้พวกเราที่อยู่ในรถมองเห็นไม่ชัด เห็นอย่างนี้สองสามที่ จนที่สุดท้ายเห็นซากแอนเทโลปอยู่หลังต้นไม้ และไม่ไกลจากนั้นก็มีนางสิงโตนอนในแนวพงหญ้าสูง หายใจพุงกระเพื่อมอิ่มแปล้ จนเดาว่ามันคงเพิ่งจัดการแอนเทโลปไป 

ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะมันนอนในหญ้าท่วมสูง ถ่ายยังไงก็ไม่เห็นค่ะ

ตบท้ายที่ยีราฟแสนน่ารัก

ยีราฟแม่ลูกน่ารักมากค่ะ

หลายคนอาจมีคำถามว่าภาพสัตว์ไม่เยอะ หรือว่าไม่คมชัด ต้องออกตัวก่อนอย่างที่เขียนไปด้านบนว่าทุกคนที่เข้าเกมไดรฟ์ต้องอยู่บนรถห้ามลงเด็ดขาด และรถจะเคลื่อนขับไปเรื่อยๆ จะหยุดเมื่อเจอสัตว์ จุดละประมาณครึ่ง- 1 นาทีให้เราส่องชมสัตว์และถ่ายรูป น้องๆ สัตว์เอง เค้าก็จะเคลื่อนไหว วิ่งไปตามธรรมชาติ ไม่อยู่นิ่งเพราะเป็นสัตว์ป่า ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงในสวนสัตว์ เราจึงได้ภาพจากไกลๆ และติดเบลอหน่อยๆ อีกทั้งอยากจะส่องสัตว์ตาเปล่าจริงๆ ไม่ผ่านเลนส์ก็เลยจะไม่ยึดติดว่าจะต้องเอาแต่ถ่ายๆ อะเนอะ

นอกจากนี้เราก็จะเจอสัตว์ชนิดเดิมอยู่เรื่อยๆ ตลอดทาง เช่น น้องยีราฟนี่เห็นเรื่อยๆ สูงโย่งเดินอย่างเชื่องช้า ม้าลาย แรด วิลเดอร์บีสต์ อิมพาลา รูปที่เยอะก็จะสัตว์ซ้ำกันค่ะ แต่ความสนุกคือได้เห็นวิถีชีวิตของสัตว์ ถึงชนิดเดียวกัน แต่เจอต่างจุดกัน เค้าก็มีปฏิกิริยาต่างกัน วิ่งไม่เหมือนกัน แววตา ท่าทางก็ไม่เหมือนกันค่ะ ดูแล้วเพลิดเพลินและอิ่มใจมาก

สนุกมากๆ เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก นั่งในรถเคลื่อนไปตามแนวทุ่งหญ้าและลมโกรก อากาศสดชื่นเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยจริงๆ และเวลาเห็นสัตว์ต่าง ๆ ก็รู้สึกเป็นสุขกับมัน ดีใจที่มันได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ มีอิสระของมัน

จากนั้นราว 8.30 ก็กลับโรงแรมมาทานอาหารเช้า ที่ Mabula นี่อาหารอร่อยสุดในทริปแล้วค่ะ ฮ่าๆ

พักผ่อนเก็บของเดินชมอะไรไปก่อนจะเช็กเอาท์ ระหว่างทางไปกระท่อมที่พักก็จะเห็นลูกหมาจิ้งจอกบ้าง กวางบ้าง ลิงบ้าง โผล่เมียงมองวับ ๆ แวม ๆ บรรยากาศสระว่ายน้ำก็กลมกลืนไปกับแนวป่าอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ด้วยกันได้

Lost City

ช่วงสายเราก็เช็กเอาท์ ใช้เวลาเดินทาง2 ชั่วโมงครึ่งไปถึง Lost city หรือ Sun City หรือที่เรียกภาษาไทยกันไพเราะว่า “เมืองลับแลแห่งหุบเขาแสงตะวัน” ที่นี่เป็นเมืองที่เนรมิตขึ้นกลางผืนดินอันแห้งแล้งและว่างเปล่าในแคว้น Bophuthatswana  ให้กลายเป็นเมืองแห่งความบันเทิงทุกรูปแบบ ริเริ่มโดย “Sol Kerzner” อภิมหาเศรษฐีที่ลงทุนด้วยเงินมหาศาลถึง 25,000 ล้าน฿ ใช้เวลาก่อสร้างนานตั้ง 18 ปีแน่ะค่ะ 

เนื่องจากนั่งรถนานต้องมีความข้ามเมือง ระหว่างทางเลยแวะห้างระหว่างเมือง อารมณ์แบบชุมทางเพื่อเข้าห้องน้ำและหาขนมขบเคี้ยว ผู้จัดการมอลล์ถึงกับมาขอถ่ายรูปกลุ่มคนไทยเพราะไม่เคยเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ (เอเชีย) เยอะอย่างนี้มาก่อน คนที่นี่หน้าตาน่ากลัวแต่ใจดีจริงๆ ประทับใจมาก

กลับมาที่เรื่อง  Sun city ค่ะพอได้มาเห็นก็ต้องทึ่งแต่ก็เข้าใจว่าทำไมถึงได้ใช้เงินและเวลานาน เพราะเหมือนจำลองสภาพเมืองแบบต่าง ๆ มาไว้กลางป่าเขา สิ่งก่อสร้างก็ยิ่งใหญ่อลังการ จัดเต็ม มีทั้งโรงแรมหลายตึก สนามกอล์ฟ 2 คาสิโน 2 หมู่บ้านวัฒนธรรม

ป่าสงวน ทะเลเทียมขนาดยักษ์ (เหมือนทะเลทุกอย่างเลยค่ะแม้แต่คลื่น)  เลยชื่อว่า Valley of the Waves มีชายหาดจนรู้สึกเหมือนมาเที่ยวทะเลจริง ๆ แต่ก็โอบล้อมด้วยขุนเขาและต้นไม้ใหญ่ยักษ์ ใกล้ ๆ ก็มี The Bridge of Time หรือ สะพานแห่งกาลเวลา มีช้างแกะสลักเรียงราย สะพานแห่งนี้เชื่อมต่อกับกองหินมหึมาที่เชื่อว่าเป็น The Lost City ที่สูญหายไป ทุกๆชั่วโมงสะพานนี้จะถูกเขย่าเหมือนแผ่นดินไหว (แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกแล้วค่ะ ปกติมาก) 

นอกจากนี้ยังมีสวนน้ำ โรงหนัง ร้านค้า ร้านอาหาร บาร์​ คาสิโนเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีป้ายรถเมล์ไปยังจุดต่างๆ คือเรียกได้ว่าใหญ่และเดินกันหอบค่ะถึงกับต้องมีบัส

ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นครอบครัวซะส่วนใหญ่ เพราะมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง ว่ากันว่าถ้าจะทำทุกกิจกรรมให้ครบในซันซิตี้นี่ใช้เวลาถึง 7วันเลยนะคะ มีกระทั่งนั่งบอลลูนด้วยค่ะ

ใช้เวลาช่วงบ่ายเดินเล่นสำรวจในอาณาจักร Lost city ค่ะ แค่นี้ก็หมดวันแล้วเพราะใหญ่มาก แนะนำให้ขึ้นไปที่ King Tower จะเห็นวิวเมืองลับแลแห่งหุบเขาแสงตะวันชัดที่สุดและสวยมาก

คืนนี้เราพักกันในโรงแรม The Palace ซึ่งใหญ่ที่สุดและใหม่ที่สุด (แต่ก็เก่าแล้ว)ในซันซิตี้ การตกแต่งก็จะเว่อร์วังสไตล์สมัยก่อน แต่อาหารไม่ค่อยเท่าไหร่ค่ะ แล้วโรงแรมก็ซับซ้อนเว่อร์ ต้องใช้ลิฟต์นี้ ออกทางนั้น วุ่นวายมาก ไม่ชินจะหลงเอาง่าย ๆค่ะ ห้องนอนก็ใหญ่อลังการ

โซนทานดินเนอร์และเบรคฟาสต์ของโรงแรม The Palace
ห้องนอนใหญ่ ตกแต่งหรูแบบโบราณๆ หน่อย
ห้องน้ำก็มีความเล่นใหญ่
ชอบทิวทัศนืตรงนี้เหมือนอาณาจักรโบราณในป่าดงดิบ

DAY4 : Pretoria – Capetown 

Pretoria

เช้านี้ก็เดินเล่นเก็บบรรยากาศแล้วค่อยเช็กเอาท์ เดินทางสู่เมืองพริทอเรีย (Pretoria) เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ (ส่วนใหญ่คนนึกว่าเมืองหลวงคือเคปทาวน์) เพลินมาในฤดูใบไม้ร่วงเลยอดเห็นดอกแจกการันดา (Jacaranda) ดอกสีม่วงสัญลักษณ์ของเมือง

เพลินว่าพรีทอเรียเป็นเมืองน่ารัก ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูวางผังเมืองมาอย่างดี ใช้เวลาที่นี่ไม่นานมาก แวะจตุรัสกลางเมือง (Church Square) ที่มีอนุสาวรีย์พอล ครูเกอร์ ประธานาธิบดีของรัฐอิสระชาวบัวร์​ (ชาวดัตช์ที่มาอยู่ในแอฟริกาตั้งแต่ช่วงปี 1652 เป็นชาวยุโรปยุคแรกๆ ที่มาตั้งถิ่นฐานในแอฟริกา) และแวะถ่ายรูปกับรูปปั้นคนสำคัญอย่าง Nelson Mandela 

อากาศวันนี้กำลังสบาย ใส่แค่ชั้นเดียวก็เอาอยู่ค่ะ จากนั้นเราก็นั่งรถยาวกลับไปโจฮันเนสเบิร์กเพื่อขึ้นเครื่องบินไปเคปทาวน์ (ไม่นั่งรถเพราะใช้เวลาอีกเป็นวันค่ะ)

เราบินสายการบินในประเทศเป็น Low cost ชื่อ Mango Airlines สีส้มแปร๊ด แต่ระบบในประเทศนี้ยังไม่ค่อยเป๊ะ เราจองที่นั่งติดกันมาเรียบร้อยแต่ถึงเวลาโดนจับแยก พนักงานสายการบินก็หัวดื้อบอกว่าไม่ได้ จริงๆ เพลินว่าเค้าคงขายที่นั่งให้คนอื่นไปแล้วมากกว่า แต่นั่งแค่สองชั่วโมงก็เลยอ่ะ ไม่เป็นไร

เรามาถึงเคปทาวน์กันก็ค่ำแล้ว ทานอาหารเย็นกันที่โรงแรมเลย ตอนนั้นมืดแล้วเลยยังไม่เห็นวิวทิวทัศน์อะไร แต่ไม่เป็นไร เพราะหลังจากนี้จะอยู่เคปทาวน์อีกยาวเลย

คืนนี้พักที่ Radisson BLU HOTEL & RESIDENCE อยู่กลางเมือง สะดวกสบายค่ะ

DAY5: Cape Town

Cape Town เที่ยวธรรมชาติ

เคปทาวน์เป็นเมืองตากอากาศที่ติดอันดับสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ปลายสุดของแอฟริกาใต้ โอบล้อมด้วยมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติก ด้านหน้าหันเข้าหามหาสมุทรทั้งสอง ด้านหลังโอบด้วยเทือกเขาสูง ลมแรงจัดเพราะอยู่ติดฝั่งทะเล

เพลินชอบเคปทาวน์มากเพราะอากาศดี บ้านเมืองคึกคัก ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่เมืองท่าทางฝั่งเมกา อารมณ์ฟลอริด้า แวนคูเวอร์ ซานฟรานอะไรประมาณนี้

ข้อควรระวัง: ถ้าตะวันตกดินแล้วไม่ควรมาเดินเล่นเพ่นพ่านข้างนอก หรือเดินถนน ควรอยู่ในโรงแรมเพราะเคปทาวน์ขึ้นชื่อว่าอันตรายมากค่ะตอนกลางคืน

ภูเขาโต๊ะ

เช้านี้เราจะขึ้น Table Mountain หรือภูเขาโต๊ะ หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกทางธรรมชาติกันค่ะ เป็นภูเขาแท่งหินทรายยอดตัดตรงเป็นพื้นราบเหมือนโต๊ะ สูง 1,086 เมตร ตั้งตระหง่านทอดตัวเป็นแนวยาว โอบล้อมด้วยแนวตัวเมือง ขึ้นเคเบิลคาร์ไปสัก6นาทีก็ถึง กระเช้านี่หมุนรอบตัวเองได้ด้วยทำให้เราได้ชมวิว 360 องศา

รูปนี้ถ่ายจากเคเบิ้ลอีกวันนะคะ วันแรกที่เพลินไปหมอกลงหนาจนมองไม่เห็นอะไรแบบนี้เลยค่ะ

การขึ้น Table Mountain นี่แล้วแต่โชคนะคะ ถ้าบางวันลมแรงมากเค้าก็ไม่ให้ขึ้นค่ะ หรือบางทีเปิดให้ขึ้นแต่หมอกหนามองอะไรไม่เห็น แนะนำให้เช็กกับจุดขายบัตรในเมืองหรือให้คอนเซียร์จที่โรงแรมเช็กให้ก่อนได้ จะได้ไม่เสียเที่ยว

วันนี้ที่เพลินขึ้นไปเช้าตรู่ลมไม่แรงมาก แต่หมอกหนา คลุมจนมองไม่เห็นวิวข้างล่างเลย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเพลินจะมาซ่อมวันอื่น อิอิ ยังมีเวลาในเคปทาวน์อีกมาก เดินเล่นถ่ายรูปบนเขา สูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นมันดีมากๆ แดดก็ไม่ค่อยแรง เดินสนุกค่ะ 

โชคดีเจอตัวแดสซี่ (Dassie) หรือกระต่ายหินด้วย หน้าตาเหมือนหนูตะเภาสีน้ำตาล ขนฟู หูสั้น ปากยื่น มันจะมุดอยู่ในพุ่มไม้ เพลินบังเอิญไปเห็นเข้าพอดี ถ่ายรูปไว้ไม่ชัดเลยถ่ายวิดิโอมาแทน

บนภูเขาโต๊ะนี้ยังเป็นแหล่งรวมพืชกว่า1,500 สายพันธุ์ และมีนกท้องถิ่นอย่างคีรีบูนโพรเทีย แต่เพลินไม่เห็นหรอกนะคะ และแยกพันธุ์พืชไม่ออก รู้แต่ว่ามันดูสวยอุดมสมบูรณ์ดีมาก

วันนี้ยังมองไม่เห็น เดี๋ยววันอื่นจะกลับมาแน่นอนค่ะ

ชิมไวน์ ZEVENWACHT WINE ESTATE

ลงจากภูเขาโต๊ะ เราก็นั่งรถออกนอกเมืองไปยังเมืองสเตลเลนบอช (Stellenbosh) เมืองหลวงแห่งการทำไวน์ และเป็นเมืองเก่าแก่อันดับสองของแอฟริกาใต้ที่ยังคงรักษาไว้ในสภาพดีสวยงาม เมืองนี้มีไร่องุ่นเยอะแยะไปหมดและล้วนแล้วแต่เป็นองุนที่ดี มีโรงงานผลิตไวน์และบริการให้ชิมไวน์ด้วย ไร่ไวน์สวยมาก ฝนตกปรอยๆ มีลม ให้บรรยากาศบ้านตากอากาศในยุโรป

เรามาชิมไวน์กันที่ ZEVENWACHT WINE ESTATE โดยจะให้ชิมไวน์ 4 ตัว คู่กับชอคโกแลตแต่ละชนิด เพลินเป็นคนไม่ทานไวน์ยังรู้สึกอร่อยเลย (อาจจะบรรยากาศพาไป) แต่พี่ๆ ที่ไปบอกว่าไวน์โอเคมาก และราคาไม่แพงเลย เหมาะกับการหิ้วกลับไปเป็นของฝากค่ะ

อร่อย
ดีงามม
ราคาไม่แพง สมเหตุสมผล

ที่นี่เป็นร้านอาหารด้วย เราเลยจองทานกันมา เค้าทำคาลามารี (ปลาหมึกทอด) อร่อยมาก

ชอปปิ้งและล่องเรือชมมหาสมุทรแอตแลนติก

จากนั้นเราก็กลับเข้าเคปทาวน์อีกครั้ง ไปชอปปิ้งที่ Victora & Alfred Waterfront (V&A Waterfront) เป็นแหล่งชอปปิ้งใหญ่สุดของเมือง ตั้งอยู่ริมทะเล บรรยากาศดี ตอนแรกเพลินก็ไม่คิดว่าจะต้องซื้ออะไรหรอกค่ะ ไม่ได้กะชอป แต่เดินเล่นไปเล่นมา ได้สกินแคร์ออร์แกนิกแบรนด์ของแอฟริกาโดยตรงมาหลายตัวเหมือนกัน 

ตกเย็นก็ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดินกลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Sunset Boat Cruise) เป็นอะไรที่ฟินมาก ทั้งเรือมีแต่พวกเรา คลื่นค่อนข้างแรง ลมก็แรง อากาศเย็น ได้เห็นพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกทีละน้อย ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสีทีละนิด

แล้วก็มีคนร้องขึ้นมา… แมวน้ำๆ

มันกำลังทอดหุ่ยบนแท่นนั้นอย่างสบายอารมณ์บนทุ่น มองมนุษย์ที่ร้องวี้ดว้ายตื่นเต้นด้วยสายตางงๆ (คิดว่ามันงง) หลังจากนั้นพอหายตื่นเต้นก็มีคนร้องขึ้นมาอีก… ปลาวาฬจ้า (มีคนบอกให้เรียกวาฬแทน แต่เพลินแอบชินเรียกปลาวาฬอย่าว่ากันนะ) เพลินนี่ซูมจนรูปแตกก็เลยเลิกถ่าย มันอยู่ไกลมาก ผลุบโผล่มาเป็นระยะๆ

ตื่นเต้นสุดๆ เลยค่ะ คราวนี้จ้องดูแต่ว่าปลาวาฬจะโผล่มาเมื่อไหร่

วันนี้ฟินอีกสเตป ชอบการล่องเรือแบบนี้มาก กลางแอตแลนติกสัญญาณก็ไม่ค่อยมี ไม่ต้องพะวงกับการเล่นมือถือ อยู่กับสายลม ผืนน้ำ และพระอาทิตย์ตกดินแบบเต็มร้อย

กลับขึ้นฝั่งก็ทานอาหารเย็นที่  V&A waterfront ค่ะ ชื่อ Greek Fisherman รสชาติโอเคพอใช้เลย

ลืมเล่าว่าเคปทาวน์เค้าอากาศดี ธรรมชาติสวย และวัดค่าฝุ่นได้ 0 (คือบริสุทธิ์มาก) แต่ก็มีจุดอ่อนใหญ่คือเค้าขาดแคลนน้ำค่ะ เลยเคร่งเรื่องน้ำมาก ในห้องน้ำโรงแรมมีติดป้ายว่าขอความกรุณาอาบน้ำไม่เกินสี่นาที (ไม่ได้บังคับ แต่ขอความร่วมมือ)

น้ำขวดที่ซื้อก็ยังมีกลิ่นคลอรีนแรงค่ะ

DAY 6 : Cape town – สิงสาราสัตว์ แหละแหลมกู้ดโฮป

วันนี้โปรแกรมจะแน่นนิดนึง แต่ไปในวันเดียวกันได้ ก็จะไปดูทั้งสัตว์ที่ไม่ได้อยู่ในซาฟารี และไปชมแหลมกู้ดโฮปค่ะ เพลินเลยตั้งตารอเป็นพิเศษเพราะสมัยเรียนอินกับเรื่องแหลมแห่งนี้มาก

เกาะแมวน้ำ หาดเพนกวิน ฟาร์มนกกระจอกเทศ

เช้านี้เรานั่งรถชมวิวก่อนจะขึ้นเรือไปเกาะแมวน้ำ ระหว่างทางเราก็จะเห็นวิวสวยๆของชายฝั่ง cape peninsula ลัดเลาะไปตามชายหาดที่ยังสวยงาม สงบตามธรรมชาติ ข้ามยอดเขา Chapman’s peak ที่สวยสะกดใจจริงๆ ค่ะ ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่าเดี๋ยวนี้ชนชั้นสูงหรือไฮโซมีตังค์หน่อยจะมาสร้างบ้านพักตากอากาศกันแถวนี้

นั่งรถสักพักก็ถึง Hout Bay มีหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ เพื่อจะไปขึ้นเรือไปเกาะแมวน้ำกัน เรือออกเก้าโมง พวกเรามาถึงก่อนเวลานิดหน่อยก็เล็ง ๆ ของที่ระลึกที่เค้าเริ่มตั้งเตนท์วางขายกับพื้น ส่วนใหญ่ก็เป็นของประดับอย่างยีราฟ ม้าลาย สัตว์ต่าง ๆ สวยๆ น่ารักทั้งนั้น มีหลายวัสดุทั้งไม้ หิน เหล็ก เพลินอยากได้ไปหมดเลยแต่เป็นห่วงเรื่องน้ำหนักก็เลยเลือกยีราฟกับม้าลายที่ทำจากไม้ค่ะ

ระหว่างรอก็เห็นนายเรือคนหนึ่งกำลังเอาแมวน้ำมาโชว์นักท่องเที่ยว ไกด์เตือนว่าถ้าจะถ่ายรูปกับแมวน้ำต้องเสียตังค์ ถ้าทำเนียนถ่ายจะโดนนายคนนั้นด่าเอาหยาบคายได้ ทีนี้ญาติเพลินก็เลยจ่ายตังค์เพื่อจะได้ถ่ายรูปกับแมวน้ำ คนอื่นก็อยากถ่ายบ้าง หัวหน้าทัวร์ใจดีก็เลยจ่ายเงินเหมาให้คนเลี้ยงแมวน้ำเพื่อที่จะให้ทุกคนได้ถ่ายให้สาแก่ใจ 

บัตรขึ้นเรือค่ะ

จากนั้นก็ขึ้นเรือ คลื่นแรงมากจนเมาเรือ ปกติเพลินไม่เมาแต่ครั้งนี้แรงจริง แค่ก้าวขึ้นเรือก็รู้สึกเวียนศีรษะ เลยนั่งอยู่แต่ด้านใน สักพักก็คิดว่าออกไปด้านนอกสูดอากาศอาจจะดีขึ้น (คิดเอง) ถึงแม้ว่าฝนจะเริ่มตกก็ตาม ก็เลยไปเบียดเสียดกับคนจีนด้านนอก แต่เจอคนจีนใจดี ชวนให้มานั่งด้วยกัน (เพราะไม่มีที่) เราก็นั่งโต้คลื่นไปจนถึงเกาะแมวน้ำ (Duiker Island or Seal Island)

อุ๋งๆ แลนด์ นั่นเอง!

เกาะแมวน้ำจริงๆ ค่ะเพราะบนเกาะมีแต่แมวน้ำยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เราไม่ได้ลงนะคะ แต่เรือจะขับผ่านค่ะ นี่ซูมด้วยไอโฟนจนภาพแตก ก็เลยต้องขอพึ่งรูปจากพี่สาวที่เอากล้องเลนส​์ซูมมาค่ะ ตอนแรกอ่านมาบอกว่าบนเกาะนี้เราจะเห็นแมวน้ำมานอนอาบแดด แต่วันที่เพลินไปฟ้ามัวๆ มีหมอก และเหมือนฝนจะตกปรอยๆ แมวน้ำเลยไม่ได้อาบแดด แต่มาอาบหมอกอาบลมแทน

ว้าวว เห็นสายรุ้งนั่นไหมคะ ทอดมาหาอุ๋งๆแลนด์พอดี

สนุกมาก สนุกที่ได้เห็นแมวน้ำเต็มเกาะ แต่สนุกสุดตรงโต้คลื่นแรงไปมานี่แหละ ผมเผิมปลิวจนยุ่งเหยิงไปหมด แต่ชอบเพราะอากาศสดชื่นมาก ได้ฟีลจริงๆ

ถัดจากเกาะแมวน้ำเราก็นั่งรถต่อมาถึง Simon’s town ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Boulder Beach Penguin Colony หาดอาณานิคมของเหล่าเพนกวิน 🐧  Jackass สายพันธุ์แอฟริกา จะมีเปลือกตาสีชมพู ขาดำไม่ขาเหลืองเหมือนสายพันธุ์อื่น 

เค้ามีเปลือกตาชมพูนะก๊ะ

แต่ก่อนจะดูเพนกวินต่อก็แวะไป เดินเล่นที่หาด Clovelly Beach สักแป๊บ และไปทานมื้อเที่ยงเป็นลอบสเตอร์ที่ร้าน Barracudas แต่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ กุ้งไม่สด

จากนั้นก็ถึงเวลาเพนกวินสักที จอดรถแล้วเดินผ่านอาคารบ้านเรือนน่ารักๆ ประมาณห้านาทีก็จะถึงหาดที่ว่านี้ เค้าจะจัดเป็นทางเดินไม้ยกพื้นมีที่กั้นให้นักท่องเที่ยวที่มาเข้าชมเดินลัดเลาะลงเนินไปตามชายหาด ไม่ให้เราลงไปสร้างความแตกตื่นให้เพนกวิน ซึ่งเพลินว่าดีแล้วค่ะ ไม่งั้นถ้าให้นักท่องเที่ยวประชิดฝูงเพนกวินแล้วละก็… มันอาจจะได้รับอันตรายหรือสูญพันธุ์ก็ได้

ภาพที่เห็นคือแบบ โอ้โห เพนกวินน้อย ๆ เพียบเลยค่ะ! เป็นร้อยเป็นพันตัวเลยได้มั้งคะ เรียงรายกันตามโขดหินบนหาด และตามผืนทรายใต้พุ่มไม้ เค้ากกไข่กันค่ะ น่ารักน่าเอ็นดูมาก ตัวไหนกกไข่ก็จะปลีกวิเวกหน่อย

เพลินเดินไปเรื่อยๆ ตามทางที่เค้าทำไว้ก็จะเห็นเพนกวินตลอดทาง ก็จะหยุดดูนานหน่อยเพราะตัวที่ไม่กกไข่ก็จะเดินไปเดินมา บางทีก็เหมือนจะเล่นกัน

เหมือนเพนกวินจะคุยกัน เล่นกัน ลองสังเกตดูค่ะ

ไกด์ชี้ให้ดูนกนางนวล บอกว่าเจ้านกกำลังมีแผนร้ายเพราะจ้องจะขโมยไข่ของนกเพนกวิน ปกติเค้าไข่มาสอง ถ้าโดนนกนางนวลฉกไปก็มักจะเหลือหนึ่ง เพลินดูตามก็ตลกดี ลุ้นด้วยเห็นนกมันด้อมๆ มองๆ จดๆจ้องๆ ไข่ของแม่เพนกวินจริงๆ ด้วย

ไกด์ยังเล่าต่อว่าเพนกวินคู่แรกเดินทางมาขึ้นฝั่งที่นี่และแพร่พันธุ์ออกมามากมายอย่างที่เราเห็น และเป็นสัตว์ที่มีคู่เดียว (รักเดียวใจเดียวไม่เปลี่ยนคู่) อยู่กันเป็นฝูง ตัวผู้จะออกไปหาอาหารตอนเช้า หาได้อะไรก็เก็บใส่ปากเอามาฝากเมียและลูก พอกลับมาถึงรังก็จะคายออกมาให้ (เค้าเล่ามาอย่างนี้)

แล้วเพนกวินสายพันธุ์นี้ยังเป็น 1 ใน 15 สัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ด้วยค่ะ

ดูเพนกวินจนหนำใจเราก็ไปหานกกระจอกเทศต่อค่ะ นั่งรถไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงฟาร์มนกกระจอกเทศ ชื่อ The cape point ostrich Farm ต้องบอกว่าบริเวณฟาร์มสวยมาก บรรยากาศอย่างกับอยู่ในชนบทอังกฤษทั้งตัวอาคาร ตัวไร่ และอากาศ ด้านหลังเป็นวิว Table Mountain อีกด้วย สวยฟินเริ่มจากชมการสาธิตเพาะเลี้ยงนก การวางไข่ รวมถึงขั้นตอนการอนุบาลไข่และเลี้ยงตัวอ่อน

ได้ความรู้เพิ่มหลักๆ คือ นกกระจอกเทศมีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ (มิน่า รูปทรงคล้ายๆ กัน) วิ่งเร็วที่สุด แต่บินหรือกระโดดไม่ได้ อุ้งตีนแหลมคมชนิดที่ฉีกปอดเราได้ และที่สำคัญคือมันดุมาก อย่าไปแหยมกับมันเชียว ถ้ามันวิ่งไล่เราเราหนีไม่ทันแน่ และมันสามารถทำให้บาดเจ็บสาหัสได้ค่ะ

เติบโตจากตัวอ่อน เป็นเบบี๋ก็จะตัวกร้อนขน โล้นๆ แบบนี้

เบบี๋ ยังไม่โต ต้องเลี้ยงข้างใน
เบบี๋นกกระจอกเทศหน้าตาก็จะน่าเกลียดหน่อยๆ อดใจไว้เดี๋ยวโตมาก็น่ารักขึ้น ^^
พวกหนูโตแล้วค่ะ

ไข่นกกระจอกเทศใหญ่มาก  เปลือกหนาและน้ำหนักเยอะ สตาฟที่พาชมอธิบายว่าถ้าจะต้มไข่นกกระจอกเทศให้เป็นแบบไข่ต้มต้องต้มถึงสองชั่วโมงเลย

นี่เพลินได้ไข่นกกระจอกเทศ (มีแต่เปลือก ข้างในไม่มีตัวหรือไข่) มาเป็นที่ระลึกด้วยค่ะ และได้กระเป๋าตังค์หนังนกกระจอกเทศกลับมาด้วยใบนึง แหะๆๆ 

ก่อนกลับไปขึ้นรถก็แวะถ่ายกับนกกระจอกเทศไกล ๆ ไม่กล้าใกล้มาก กลัวค่ะ แต่พวกนางดูกำลังชิลๆ ฟินๆ

สักแป๊บคงมีพนักงานเรียก พวกนางก็ชะงักแล้ววิ่งกรูกลับไปด้านหลัง พนักงานจะให้อาหารนั่นเอง ดูแล้วก็ตลกดีค่ะ สัตว์โลกก็มีความน่ารักของเค้า

แหลมกู้ดโฮป (Cape of Good Hope)

หมดจากนกกระจอกเทศเราก็นั่งรถต่ออีกเกือบสี่สิบนาทีไปเขตอนุรักษ์ธรรมชาติแหลมกู้ดโฮป (Cape of Good Hope Nature Reserve) ปลายสุดของแหลมจะมีประภาคารใหญ่ เราก็จะขึ้นรถรางเคเบิลไปตรงประภาคารนั้น ที่เรียกว่า  Cape Point Light House แล้วชมวิวด้านล่างที่ว่ากันว่าจะเห็นตะเข็บรอยต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแอตแลนติกตามความเชื่อของนักเดินเรือในอดีต  (แต่เพลินไม่เห็นรอยต่อนะ ก็กลืนๆไป) 

ต้องซื้อบัตรขึ้นกระเช้าด้วยน้า และเค้าปิดขาลงตอนห้าโมงค่ะ เผื่อเวลาลงให้ดี ไม่งั้นต้องเดินลงค่ะ 

บนนี้ก็มีลิงบาบูนค่ะ ต้องระวังมันกระชากกระเป๋า พี่ที่มาด้วยกันโดนมาแล้ว แต่เอาคืนได้ค่ะโชคดีไป ลิงเค้าดุค่ะ ก็เลยไม่ไปใกล้มาก ดูเค้าห่างๆ ก็น่ารักดีนะคะ

พระอาทิตย์ตกตรงนี้สวยสุดใจเลย

จากนั้นลงเคเบิลคาร์แล้วนั่งรถลงไปด้านล่างประมาณไม่ถึงสิบนาที ก็จะถึง “แหลมกู้ดโฮป” หรือ Cape of Good Hope ที่เพลินตั้งตารอมาก ส่วนตัวสมัยเรียนมัธยมจำได้ว่าอินกับเรื่องเล่าของวาสโกดากามาที่อ้อมแหลมกู้ดโฮปมาได้สำเร็จ เป็นการเปิดโลกเส้นทางการค้าจากโลกตะวันตกสู่ตะวันออกที่สำคัญมากในหน้าประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว

เนื่องจากจุดนี้เป็นที่ฮิต นักท่องเที่ยวจีนเอย ฝรั่งเอยเยอะมาก ไกด์กลัวพวกเราจะไม่ได้ถ่ายกับป้ายแหลมกู้ดโฮป เลยไปยืนให้เรียงต่อคิวไว้ ทำให้คนอื่นที่จะถ่ายต้องต่อคิวไปโดยปริยายไม่ว่าจีนหรือฝรั่ง

ปกติเราจะนึกว่าคนจีนชอบแซงคิว แต่จีนที่เห็นที่แหลมกู้ดโฮปวันนั้นให้ความร่วมมือเคารพคิวอย่างดี (มีบ้างที่แอบตอดเนียนถ่ายข้างๆ เพราะไม่อยากต่อคิว) พวกที่จ้องจะลัดคิวกลับเป็นคนฝรั่งเศส! พอดีเพลินฟังภาษาฝรั่งเศสได้บ้างเลยได้ยินเค้าปรึกษากันว่าจะทำลายคิวยังไง เพลินก็เลยบอกกลุ่มพวกเราให้เกาะตัวกันแน่นหนา แต่อย่างว่าแหละ เค้าทำลายคิวไม่ได้ง่ายๆ ขืนทำโดนประณามแน่เพราะคนเยอะค่ะ

รู้จักแหลมกู้ดโฮป

ตั้งแต่ราวๆ ค.ศ. 1400 ยุโรปเริ่มมีการสำรวจเส้นทางเดินทะเลใหม่ ๆ เพื่อหาทางเข้าสู่โลกตะวันออกให้ได้ เนื่องจากเส้นทางการค้าทางบกระหว่างตะวันตกกับตะวันออกคือจักรวรรดิ์ไบแซนไทน์ถูกชาวมุสลิมควบคุมไว้ก็เลยหยุดชะงัก  แต่ยุโรปก็ยังต้องการสินค้าจากตะวันออกอยู่ จึงต้องแข่งขันกันหาเส้นทางใหม่โดยเฉพาะเส้นทางทะเลเพื่อเข้าสู่โลกตะวันออก นอกจากนั้นยังต้องการเผยแพร่ศาสนาคริสต์สู่ดินแดนใหม่ ๆ อีกด้วย

สมัยนั้นชาวยุโรปต่างเชื่อกันว่าจะต้องเข้าอินเดียให้ได้เพราะเป็นแหล่งขุมทรัยพ์และเพื่อค้าเครื่องเทศ

ชาวโปรตุเกสเองก็พยายามหาหนทางจะไปสู่อินเดียให้ได้มาเกือบห้าสิบปี จึงพยายามสำรวจทางฝั่งตะวันตกของแอฟริกาเพื่อให้ค้นพบเส้นทางก่อนชาติอื่น ๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1487กษัตริย์โปรตุเกสมีรับสั่งให้บาโธโลมิว ไดแอส นำเรือสามลำแล่นไปทางใต้จนหาหนทางสำรวจให้รอบทวีปแอฟริกาให้ได้ ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าแอฟริกามีขนาดรูปร่างยังไง หลายคนเชื่อว่าเป็นดินแดนที่ยาวลึกไปไกลถึงขั้วโลกใต้ด้วยซ้ำ

ไดแอสล่องเรืออยู่สิบสามวัน ผ่านคลื่นลมมรสุมรุนแรงจึงผ่านไปจุดใต้สุดของทวีปและอ้อมแหลมกู้ดโฮปได้สำเร็จ แต่เนื่องจากคลื่นลมแรง เดินเรืออ้อมยากลำบากเขาจึงตั้งชื่อว่า Cape of Storms หรือ แหลมพายุ แล้วจึงกลับไปกราบทูลกษัตริย์โปรตุเกส พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Cape of Good Hope หรือแหลมแห่งความหวัง ให้เป็นสิริมงคลและหมายถึงอินเดียอันเป็นความหวังอันเรืองรอง

ต่อมาในปี 1497 วาสโกดากามา นักสำรวจชาวโปรตุเกสได้รับมอบหมายจากกษัตริย์มานูเอลที่1 แห่งโปรตุเกสให้นำลูกเรือ 265 คนอ้อมแหลมกู้ดโฮปตามเส้นทางที่บาโธโลมิว ไดแอสเคยนำไว้ และไปขึ้นฝั่งอินเดียที่ชายฝั่งมาลาบาร์​ (Malabar Coast) เมืองคาลิคัต (Calicut) ได้ในที่สุด

เพลินอินเรื่องนี้สมัยเรียนมากๆ ค่ะ เลยตั้งหน้าตั้งตารอ บรรยากาศสงบเงียบ กึ่งๆ เวิ้งว้างเห็นแต่คลื่นแรงกระทบฝั่ง มีก้อนหินกระจายเต็มหาดสลับกับโขดเนินมากมาย มองออกไปเห็นแสงสีส้ม อมเหลือง ประกายชมพูของอาทิตย์ตกดินลับไปยังผืนน้ำสวยสงบอย่างบอกไม่ถูก จินตนาการไปถึงว่าบาโธโลมิวกับวาสโกดากามาจะเคยผ่านมรสุมสาหัสตรงนี้อย่างไรกว่าจะอ้อมแหลมพายุไปได้ แต่ความสงบงามของมันก็พอจะให้เข้าใจถึง “ความหวัง” ขึ้นมาได้บ้าง

DAY 7-8-9 : เที่ยวกันเอง Cape town City Tour & Table Mountain

เช้านี้คนอื่นกลับไทยกันแล้ว เพลินกับพี่สาวยังอยู่เที่ยวต่ออีกสามวัน เราเริ่มเจ็บคอจากอากาศเปลี่ยนไปมา ทั้งฝนตกบ้าง ลมแรงบ้าง แต่ยังพอมีแรงกันค่ะ กะจะเดินเล่นเก็บบรรยากาศต่างๆในเคปทาวน์แบบชิลๆ แบ่งวันนึงนั่ง City Bus tour แบบ Hop-on Hop-off bus ด้วย และเผื่อเวลาไปดูงานนิดหน่อย

เราสองคนปรึกษาคอนเซียร์จโรงแรมให้เช็กอากาศที่ Table Mountain และสอบถามวิธีเดินทางเอง คอนเซียร์จก็ให้คำแนะนำดีมากทำให้เราวางแผนการเดินทางได้ง่ายๆ ไม่เหนื่อย

ข้อดีคือโรงแรมที่เราอยู่ตอนนี้อยู่กลางเมือง เดินไปสิบนาทีก็จะถึงสถานีซื้อบัตร City bus ได้ หรือถ้าจะไป V&A Waterfront ก็สามารถนั่งรถตู้โรงแรมไปได้ เวลาจะกลับก็ไปรอรถตู้กลับ มีทุกครึ่งชั่วโมง สะดวกมาก

วันแรกที่เที่ยวกันเองก็เลยกะจะไปคุยงานเรื่องนำเข้าสินค้านิดหน่อย ตอนแรกกะจะเรียกอูเบอร์ แต่คอนเซียร์จไม่แนะนำ นางแนะให้โรงแรมเรียกแทกซี่ให้ดีกว่าเพราะปลอดภัยเราก็เลยเชื่อนาง นั่งออกนอกตัวเมืองไปสิบนาที เป็นแหล่งโรงงานกึ่ง Community Mall เจอคนขับแทกซี่ดี เป็นมิตร และพอเราบอกว่าคุยธุระไม่นานขอให้รอได้ไหม เขาก็รอโดยไม่ชาร์จเงินเพิ่ม

คุยงานเสร็จเราก็นั่งแทกซี่คันเดิมไป V&A Waterfront ต่อ กะจะมาหาไก่ย่าง Nando’s กินสักหน่อย ของโปรดตั้งแต่สมัยเรียนอังกฤษ นี่ก็เลยแถมทิปให้คนขับหน่อยเพราะนางใจดีมาก จะบอกว่าคนดำไม่ได้น่ากลัวทุกคน ใจดีเฟรนด์ลี่แบบได้ใจเราไปเต็มๆ

ทีนี้คนขับนางจอดคนละมุมกับที่เรามาวันก่อน เพลินกับพี่สาวเลยบังเอิญเดินเข้าไปในส่วน V&A Hotel โดยบังเอิญ และพบกับแกลอรี่รูปภาพสวยมากกกกกกกกก ทำให้ใช้เวลาชอปปิ้งพูดคุยกับคนขายในนั้นอยู่เป็นชั่วโมงๆ พร้อมหอบรูปกลับมามากมาย กว่าจะได้กินไก่ย่างก็หิวตาลาย

บรรยากาศยามเย็นของ V&A wharf วันนั้นเย็นสบาย ได้กลิ่นทะเลโชยมา เพลินกับพี่ก็เลยเดินรับลมชมคลื่นอยู่พักใหญ่ๆ แล้วค่อยไปรอรถตู้กลับโรงแรมค่ะ

วันต่อมา

วันต่อมาก็เลยเริ่มจากตื่นสายๆ แล้วค่อยไปหาทานอาหารเอาข้างนอก (เบื่ออาหารโรงแรมแล้ว) ออกจากโรงแรม เลี้ยวซ้าย จากนั้นเลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นออฟฟิศ City bus สีแดงแปร๊ดทางซ้ายมือ

เค้ามีบัตร city bus หลายแบบ ทั้งเส้นในเมือง เส้นนอกเมือง และ scenic route (สายสีฟ้า) มีทั้งแบบ 1วัน 2 วัน มีอีกหลายแบบเลย พวกเราเลยเลือกแบบ 2 วันเพราะเผื่อพรุ่งนี้อยากจะรับลมชมวิวเมืองอีก ราคา 300 Rand ค่ะ บัตรแบบนี้ดีและค่อนข้างครอบคลุมนะคะ

 FREE Harbour or Canal Cruise
 1/2 Price Sunset bus tour option
Valid for all 4 hop on – hop off loops
2 Consecutive days on the bus

รายละเอียดบัตรแบบที่เพลินเลือกค่ะ (แบบ 2 วัน)

ใครอยากเที่ยวเคปทาวน์ ล่องเรือแบบที่เพลินไปล่องมาวันก่อนซื้อบัตรนี้ก็ได้ค่ะ

และเราสามารถซื้อบัตรขึ้น Table Mountain ได้ที่นี่เช่นกัน รอบเช้ากับรอบบ่ายราคาไม่เท่ากันนะคะ เจ้าหน้าที่เช็กอากาศแล้วบอกว่าหมอกลงมองไม่เห็นหรอก แต่เราสองคนสังเกตว่าเคปทาวน์อากาศแปรปรวน เดี๋ยวฝนตกเดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวลมแรงหมอกหนา ตอนนี้จะบ่ายแล้วเดี๋ยวก็คงดีเองแหละก็เลยซื้อไป

เราสองพี่น้องก็นั่งรถซิตี้บัสชมวิวเพลินไปค่ะ เสียบหูฟังมีไกด์บรรยายไปตลอดทาง อยากแวะตรงไหนก็แวะเพราะมีรถมาเรื่อยๆ แต่วันนี้พวกเราอยากชมวิว ก็เลยนั่งไปจนถึงภูเขาโต๊ะค่อยลง ใช้ตั๋วที่ซื้อเมื่อกี้ขึ้นกระเช้าไปถึงยอดด้านบน ค่อยยังชั่วที่ฟ้าเปิด เห็นวิวข้างล่างสวยสะกดใจ ทั้งน้ำทะเลฟ้าใสและแนวเมืองขนานไปตามชายฝั่ง มองเห็นยอดเขา Lion Head และ Devil Peak ที่ขนาบภูเขาโต๊ะอยู่

เราเดินเล่นชมวิวกันแป๊บๆ ก็หิวมาก เลยแวะทานอาหารในคาเฟ่บนนั้น ซึ่งเป็นแนวแบบโรงอาหาร เลือกตักอาหารแล้วคิดเงินตามน้ำหนัก

จากนั้นก็เดินเล่นต่อให้คุ้มกับที่ขึ้นมาบนยอดสูงสวยและฟ้าเปิดไร้หมอกบัง แต่วันนี้ลมแรงและอากาศเย็นมากค่ะ น่าจะต่ำลงถึง11 องศา ดีที่สวมเสื้อตัวนอกอุ่นหน่อยเลยพอไหว เราเดินกันนานพอสมควร น้ำมูกย้อยด้วยความหนาวลมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

คราวนี้เห็นสายหมอกถูกลมหอบค่อยๆ เคลื่อนไปมา หนาวก็หนาวแต่เราก็ยืนดูด้วยความอัศจรรย์ใจ คือเหมือนเมฆหมอกถูกพัดพาไปทางนั้นที ทางนี้ที จนเริ่มเคลื่อนบังดวงอาทิตย์ทีละน้อย เลยเห็นแต่แสงวงเงาๆ กระจายออกมาจากม่านหมอก

หนาว และฟินกับวิวจนหนำใจเราก็ลงกระเช้ามา ซื้อรูปถ่ายที่เจ้าหน้าที่ถ่ายตอนขาขึ้นไว้เป็นที่ระลึก ราคาราวสองร้อยกว่าแรน แต่ที่โอเคเพราะไม่ได้แต่รูปเฉยๆ ยังได้เป็นดิจิตอลไฟล์ไว้ด้วยต่างหาก

ลงจากภูเขาโต๊ะ เราก็นั่งซิตี้บัสที่จะไปหยุดปลายทางที่ V&A Waterfront ก่อนจะวนลูปอีกครั้ง รถมาจอดคนละจุดกับที่มาครั้งแรกกับทัวร์ และที่มาเมื่อวานกับแทกซี่ ทำให้เราได้เดินเล่นผ่านตลาดแฮนด์เมด ผ่านวงดนตรีกลางแจ้ง และคนออกมาเที่ยวเล่นคึกคัก ยังไม่ทันจะเข้าห้างที่ V&A wharf ก็มาเจอ Food Market ก่อน… ละลานตามากมาย อาหารก็ไม่แพงด้วย ก็เลยอิ่มพุงกางกันที่นั่น อาหารในนั้นส่วนใหญ่เป็นอาหารแนวสุขภาพหมดเลย เลยถูกใจ อร่อยแบบไม่กิลตี้

จากนั้นก็ไปรอรถตู้กลับโรงแรมค่ะ

วันถัดมา

วันถัดมาพวกเรายิ่งเจ็บคอมากขึ้นก็เลยนอนยาวจนถึงสิบโมง สิบเอ็ดโมงก็ออกไปทานคาเฟ่ใกล้ๆ โรงแรมเพราะหมายตามาหลายวัน อยู่ในทางผ่านจะไปขึ้นซิตี้บัส ชื่อร้าน Oumeal อร่อยมาก เพลินสั่งแซนด์วิชไก่ฟลอเรนทีน เทพมาก ไปย่างร้อนๆ เนื้อไก่คลุกเครื่องเทศหน่อยๆ กำลังดี ไม่แห้งเกินหรือมันเกินด้วยค่ะ ส่วนพี่สาวเพลินสั่งเบอร์เกอร์ถั่วลูกไก่ก็อร่อยไม่แพ้กัน

เนื่องจากพวกเรามีไข้เลยกะว่าไปนั่งรถชมวิวให้ครบลูปก็กลับโรงแรมนอนเถอะ ปรากฏว่าเพลินยาวเลยค่ะเพราะคราวนี้นั่งไกลเลยภูเขาโต๊ะ (เมื่อวานนั่งมาลงที่ภูเขาโต๊ะ) แล้วลัดเลาะไปอีกเส้นทางที่ต่างจากเมื่อวาน 

ได้เห็นบ้านเมืองสวยๆ น่ารักๆ ริมทะเลสวยอย่างกับไมอามี่บีชเลย สมกับที่เป็นเมืองตากอากาศที่แท้ทรู เราแวะลงที่ชายหาดอยู่นาน ค่อยๆ รับลมทะเล กินบรรยากาศ

วันนี้อากาศอุ่นกว่าเมื่อวานมาก ไอ้เราไม่รู้เห็นเมื่อวานหนาวเลยใส่เดรสคอเต่าผ้าหนา ก็เลยไม่เข้ากับทะเล ฮ่าๆๆ จุดที่แวะนานสุดคือ Camps Bay Beach

จากที่กะว่านั่งยาวแล้วกลับโรงแรม กลายเป็นแวะหลายจุดด้วยความฟินกับบรรยากาศ และเลือกที่จะไม่พกกล้องมานอกจากมือถือ เพราะเริ่มหนัก เริ่มขี้เกียจ และที่สำคัญคืออยากดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้าให้มากที่สุด

รถหยุดที่ V&A Waterfront เหมือนเคย คราวนี้สองพี่น้องแวะเดินเล่นรอบๆ แวะทานเครื่องดื่มคลายร้อน สังเกตว่าเมืองนี้มีร้านอาหารหรือคาเฟ่แนวสุขภาพเยอะเลย

ทานมื้อเย็นที่ Food market เหมือนเดิมค่ะ อิอิ อร่อยนี่นา มีของให้เลือกเพียบ ซื้อโยเกิร์ตถ้วยโตไปทานเป็นมื้อเช้าค่ะ

DAY10 : Cape Town – Johannesberg – Singapore – Bangkok


วันนี้เป็นวันกลับ เพลินจองแทกซี่ไปสนามบินผ่านโรงแรมค่ะ (จองล่วงหน้าไว้เลย สบายใจดี กันลืม) เดินทางกลับประเทศไทย นั่งเครื่องหลายต่อเลยค่ะ นั่งจากเคปทาวน์ไปลงโจฮันเนสเบิร์ก (แบบไม่ต้องออกจากเครื่องบิน) รอประมาณเกือบสองชั่วโมง บินต่อยาวไปสิงคโปร์ จากนั้นแวะเปลี่ยนเครื่องอีกหนึ่งชั่วโมงมากรุงเทพค่ะ บ้านเพลินคนอื่นที่กลับมาก่อนหน้านี้ต้องต่อไปเชียงใหม่อีก ก็สลบเลยค่ะ เหนื่อย

สรุป เที่ยวเคปทาวน์เอง

เคปทาวน์เที่ยวเองไม่ยากค่ะ ถึงแม้สองวันแรกในเคปทาวน์เพลินจะเที่ยวกับทัวร์ (ที่ไปเกาะแมวน้ำ หาดเพนกวิน ฟาร์มนกกระจอกเทศ ไร่ไวน์ แหลมกู้ดโฮป) แต่อีกสามวันเที่ยวเอง เพลินแนะนำได้เลยว่าโปรแกรมที่ไปกับทัวร์พวกนั้นเราแพลนเที่ยวเองได้ถ้าเผื่อเวลาดีๆ ง่ายๆ ด้วยการจองแพคเกจของ City Bus tour ค่ะ มีให้เลือกทั้งหมดเลย เราจะจองล่วงหน้าก็ได้ สามารถเข้าไปดูที่ https://www.citysightseeing.co.za/destinations/cape-town/categories/open-bus-tours-cpt 

ได้เลย จะเอาอะไรมีหมดค่ะ จองล่วงหน้าจะได้วางแผนการเดินทางได้ง่าย หรือจะมาวางแผนเจาะลึกตอนมาถึงก็ได้เผื่ออากาศเปลี่ยน (ฝนตก มีพายุ เป็นต้น)

เดินทางสะดวก เพลินกับพี่สาวนั่งรถฟรีโรงแรมบ้าง นั่งซิตี้บัสบ้างยังได้ครอบคลุมเกือบหมด

ราคาก็กำลังโอเค

หลักๆ ในเคปทาวน์​เพลินเดินทางด้วยซิตี้บัส (Hop-on Hop-off bus) , รถโรงแรม (บริการรับส่งที่ V&A Waterfront), และเรียกแทกซี่ 1 ครั้งตอนจะไปคุยงาน และอีกครั้งตอนไปสนามบินขากลับ (ให้โรงแรมจองให้)

SUMMARY

แอฟริกาใต้ทริปนี้สนุกมาก ประทับใจกับสิงสาราสัตว์ทั้งหลาย ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิดแบบไม่ปรุงแต่ง อากาศดี ผู้คนก็เป็นมิตร ไม่น่ากลัวเลย ทุกคนส่วนใหญ่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ (สำเนียงฟังยากบางคำ) และเต็มใจบริการ ประชากรมีทั้งคนผิวดำ ผิวสี คนขาว ลูกผสม และเอเชีย

ธรรมชาติของเค้ายังสวยงาม อุดมสมบูรณ์ แต่อาหารไม่อร่อยเท่าไหร่ (มีที่มาบูลา ลอดจ์สองวันแรก กับที่ food market ที่ V&A และคาเฟ่Oumealใกล้โรงแรมที่อร่อย)

ชอบที่มีทั้งภูเขา และทะเล ชอบที่อากาศสบาย สดชื่น และค่าครองชีพไม่สูง กินใช้ เดินทางได้แบบไม่ต้องคิดมาก

อากาศแปรปรวนต้องเตรียมร่ม เสื้อกันลม แว่นกันแดดไปให้พร้อม

Airlines: Singapore Airlines
Mode of Travel: Tour group by Reign International Travel, Solo

Hotel: Mabula Lodge (Johannesburg), The Palace at Sun City, Radisson Blu Hotel & Residence (Capetown)

จบแล้วค่า ยาวหน่อย แต่อยากให้ละเอียดและเป็นประโยชน์ต่อคนที่สนใจน้า ใครมีคำถามคอมเมนต์ไว้ได้เลย หรือ
Email: ploenthejourney@gmail.com
Facebook: เที่ยวเพลิน – Ploen The Journey

( https://www.facebook.com/ploenthejourney )

ทั้งนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี่ค่ะ

ส่วน Vlog ใน Youtube จะอัปเร็วๆ นี้น้า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.