7 Days in Tibet ไต่หลังคาโลก – ทิเบต พันปีบนที่สูง เที่ยวทัวร์แบบไม่ชะโงก

ทิเบตเป็นดินแดนในฝันแห่งหนึ่งของเพลินเลยค่ะ อยากจะมานานแล้ว เพราะชื่นชอบและหลงใหลวัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งความเป็นพุทธอย่างเข้มข้น

และคงเพราะทิเบตอยู่สูงจนได้ชื่อว่าเป็น “หลังคาโลก” ออกจะเป็นดินแดนปิดถึงขั้น “ลับแล” มาแต่ไหนแต่ไร เพลินจึงอยากมาให้ได้

แม้ว่าตอนนี้จีนเข้ามาทำให้เสน่ห์ดิบ ๆ ที่คิดว่าจะได้เจอหายไปก็ตาม แต่ทิเบตยังคงสวยงามน่าประทับใจอยู่ดีค่ะ 

มาเริ่มดูเส้นทางกันก่อนค่ะ

 Main Route: Chengdu – Lhasa – Xining – Chengdu

รูทย่อยแตกลงมาได้ดังนี้ค่ะ

เฉินตู
โชว์เปลี่ยนหน้ากาก – เดินเล่นชมตัวเมือง

ลาซา 
เดินเล่นชมเมือง – วัดเหย้าหวังซาน – พิพิธภัณฑ์แห่งชาติทิเบต – วัดเซรา – พระราชวังโปตาลา – วัดโจคัง – ทะเลสาบยัมดรก – โรงงานถังเช่า – การแสดงเจ้าหญิงเหวินเฉิง – รถไฟตู้นอน Vip จากลาซาไปซีหนิง – ซีหนิง

หนิง – เฉินตู
ซีหนิง – เฉินตู – ตลาดโบราณจินลี่


 Tips
ทริปทิเบตนี้จะเริ่มจากเมืองเฉินตู ประเทศจีนก่อนเพื่อปรับสภาพร่างกายให้คุ้นชินกับที่สูงค่ะ โดยเฉินตูอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 400 เมตร จากนั้นถึงจะบินขึ้นไปยังกรุงลาซา ประเทศทิเบตซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,000-5,600 เมตร เลยค่ะ ถ้าเราบินจากไทยไปลาซาเลยจะช็อกได้เพราะความสูงและอากาศต่างกันมาก

Quick Facts about Tibet & How to PrePare
สิ่งที่ต้องรู้ & เตรียมก่อนเดินทางมาทิเบต


1. ทิเบตอยู่บนที่สูง อากาศเบาบางมาก ออกซิเจนจะลดลง  30-40%

2. ทิเบตอากาศแห้งมาก และแดดแรง ควรพกเสื้อแขนยาว แว่นกันแดด ครีมกันแดดมาด้วย

3. ทานยาสมุนไพรก่อนเดินทาง 3-4 วัน แนะนำยา หงจินเทียน หรือ โสมเบต

4. พกยา Diamox มาด้วยเพื่อแก้โรคแพ้ความสูง หรือ Acute Mountain Sickness ไปด้วย

5. ทิเบตใช้ภาษาทิเบต และภาษาจีน

6.ใช้ World Travel Sim ของ True หรือ Sim2Fly ของ Ais มาได้ ปัจจุบันมีสัญญาณ 4Gในลาซาแล้ว (11 กันยา 2018) ก่อนหน้านั้นสามเดือนยังเป็นแค่ 2Gเพราะถูกภูเขาสูงตัดสัญญาณ

7. ชาวทิเบตเคารพรักและศรัทธาองค์ดาไลลามะอย่างมาก ปัจจุบันองค์ดาไลลามะเสด็จลี้ภัยประทับอยู่ที่ประเทศอินเดีย

8. ทิเบตนับถือศาสนาพุทธแบบวัชรยาน นิกายเกลุกปะอย่างเหนียวแน่น และศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการปกครอง แต่ก็ถูกรัฐบาลจีนเข้าเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบคอมมิวนิสต์และพัฒนาความเป็นเมือง

9. ไม่ควรพูดหรือแสดงสิ่งของที่มีรูปองค์ดาไลลามะ เพราะอาจถูกทหารคุมตัวไปสอบสวนได้ (มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวมาก ต้องระวัง)

10. ของน่าซื้อ (หรือควรซื้อ) ที่ทิเบตคือ หินทิเบต, ถังเช่า

ทริปนี้เพลินเลือกเดินทางกับทัวร์ที่เชี่ยวชาญทิเบตโดยเฉพาะค่ะ เหตุผลที่ไม่ไปเองเพราะ

1. ไปยากค่ะ ไม่ใช่ว่ามีวีซ่าจีนแล้วจะเข้าทิเบตได้นะคะ ต้องทำเรื่องวีซ่าเข้าทิเบตต่างหาก โดยต้องทำจากจีนไปค่ะ ส่วนมากเอเจนท์จะจัดการได้ ถ้าเดี่ยว ๆ ไปเองจะทำวีซ่าเข้าทิเบตจากไทยไม่ได้ 

ฟังจากไกด์คือแม้แต่ทำที่จีนก็ยุ่งยากและเข้มงวดพอสมควร และต้องทำเป็นภาษาจีนทั้งหมด 

สรุปคือ ถ้าไม่มีเอเจนท์ประสานงานให้ เราเข้าทิเบตเองไม่ได้ค่ะ ในทริปนี้มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเคยเรียนและใช้ชีวิตอยู่ที่จีนมามากกว่าสิบปี (แต่ตอนนี้กลับไปทำงานที่ไทยแล้ว) เค้าจะมาทิเบตก็เลยเลือกมากับทัวร์ เพราะมาเองไม่ได้ค่ะ)

บางคนมาเที่ยวจีนแบบย่าติง หรือบริเวณใกล้ ๆ ทิเบตก็สามารถซื้อทัวร์ท้องถิ่นมาทิเบตได้นะคะ หรือส่วนมากฝรั่งจะเข้าจากเนปาลค่ะ

2. เพลินสื่อสารภาษาจีนได้น้อยมาก ที่ทิเบตใช้ภาษาทิเบตและภาษาจีนค่ะ เนื่องจากจีนเข้ามาปกครองและปฏิวัติเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บังคับทุกคนใช้ภาษาจีน นั่นแหละค่ะ พูดไม่ได้นี่มาแล้วจะลำบากมากค่ะ ป้ายเป้ยอะไรก็ภาษาจีนกับทิเบตหมด คนก็พูดอังกฤษไม่ค่อยได้กัน หัวหน้าทัวร์ของเพลินมีอายุหน่อย คล่องแคล่วภาษาจีนและเชี่ยวชาญเส้นทางทิเบตมาก อธิบายประวัติศาสตร์สนุกสนาน ทำให้เราเข้าใจและสนุกมากขึ้น

3. เดินทางเองลำบาก ก็จะย้อนไปถึงภาษาจีน คือถ้าพูดจีนไม่ได้ก็ลำบาก จะติดต่อจ้างรถอะไรก็ยาก และเค้าจะมีกฎเกณฑ์จุกจิกมากมายที่นั่งท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้ ถ้ามากับทัวร์จะเป็นระบบ ระเบียบกว่า

Day 1

เริ่มต้นทริปช่วงสาย ไฟลต์ 10.15 น. ไปถึงเมืองเฉินตู ประเทศจีน แต่มาถึงสนามบินราว 7.30 น. เตรียมความพร้อมหลีกเลี่ยงรถติดก่อนและเผื่อมีคิวยาวค่ะ

แต่โชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะ ผ่านขั้นตอนอะไรแป๊บ ๆ ก็เรียบร้อย มีเวลาเดินเล่นชอปปิ้งที่ดิวตี้ฟรีและนั่งเลาจน์ไปพลาง ๆ ก่อน

ใช้เวลาเดินทางไปเฉินตูราว 3 ชั่วโมงนิด ๆ ก็ถึงเมืองเฉินตู

เฉินตู เป็นเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำหมิน ปัจจุบันเป็นทั้งศูนย์กลางด้านการเมือง การทหาร และด้านการศึกษาของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ค่ะ

วังแพะเขียว (Qingyang Temple)

จากนั้นเราก็เดินทางสู่ วังแพะเขียว หรือ Qingyang Temple กันค่ะ 
วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 881 ในสมัยราชวงศ์ถัง และบูรณะซ่อมแซมต่อเนื่องมาตลอด จนตำหนักต่าง ๆ ที่พบเห็นในปัจจุบันส่วนใหญ่บูรณะในสมัยคั่งซี่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ชิง

ภายในมีตำหนักสวย ๆ หลายแห่ง (เป็นทั้งวังทั้งวัด) ทั้งตำหนักคุนหยวน ตำหนักอวี้หวัง ตำหนังซานชิง ตำหนังถังหวัง และศาลาแปดเหลี่ยม

น่าเสียดายที่ฝนตกหนัก ฟ้ามัว เราเลยไม่ได้เดินเล่นให้สมอยากมาก ขนาดฟ้ามืดมัวซัวขนาดนี้เรายังเห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการและสวยงามของวังแพะเขียวแห่งนี้เลยค่ะ ถ้าได้มาตอนอากาศสดใส มีแดดคงจะยิ่งสวยงาม

วัดแพะเขียว

chdu001

chdu003

พระโพธิสัตว์

ภายในตำหนักประดิษฐานรูปปั้นเทวดาที่คนจีนนับถือ แต่ไฮไลต์คือตำหนักซานชิงที่จะมีแพะทองเหลืองอันศักดิ์สิทธิ์สองตัวตั้งตระหง่านอยู่ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งคนจีนเชื่อว่าถ้าเจ็บป่วยไม่สบายที่อวัยวะส่วนไหนในร่างกาย ให้นำมือไปลูบจับส่วนนั้นของแพะแล้วจะหายจากอาการเจ็บป่วยทันที

เพลินก็จัดไปทันทีค่ะ ชอบปวดหัว ปวดท้องนัก!

จริง ๆ สีจะเหลือบเขียว ๆ นะคะ เลยได้ชื่อว่าแพะเขียว

ชอบปวดหัวปวดท้องก็เลยลูบซะมันเลยค่ะ

นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสำนักลัทธิเต๋าที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงนักปราชญ์เล่าจื๊อด้วยค่ะ

ออกจากวังแพะเขียวก็ราวห้าโมงกว่าเกือบหกโมง เป็นเวลาหิวพอดี เราก็ไปทานอาหารเย็นกันก่อนและรอดูโชว์ “ระบำเปลี่ยนหน้ากาก” ระบำขึ้นชื่อของเฉิงตู

ระบำเปลี่ยนหน้ากาก



ไฮไลต์ของโชว์นี้คือการที่ผู้แสดงสะบัดหน้าเพียงครั้งเดียวก็เปลี่ยนหน้าได้ คือเร็วมาก แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง

การเปลี่ยนหน้ากากนี้ถือเป็นศิลปะของคนจีนตั้งแต่โบราณแล้วค่ะ

ส่วนตัวเพลินคิดว่าตอนเปลี่ยนหน้ากากสนุกดี แต่ตอนต้น ๆ ที่เป็นคนมาเล่นละครแสดงอะไรนั้นจะน่าเบื่อไปหน่อยแทบจะหลับเลยทีเดียว ไฮไลต์เปลี่ยนหน้ากากมีนิดเดียวเองค่ะ

โชว์รวมเวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ

คืนแรก (และคืนไหนๆ) ก็ขอนอนสบายหน่อยค่ะ เลยเลือก Intercontinental Hotel ค่ะ
ห้องกว้างมากกกกกกกกกก สบายมากก

Day2

วันนี้ต้องตื่นเช้าเพราะต้องขึ้นเครื่องบินไปลาซาแล้วค่ะ ไฟลต์ 8.40 น. นั่งประมาณ 1 ชั่วโมงนิด ๆก็ถึงกรุงลาซา ทิเบตค่ะ

ถึงแล้วว สนามบินที่สูงที่สุดในโลก…. สนามบิน Lhasa Gonggar Airport (LXA) ค่ะ ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับความสูง 3,660 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล!

สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ… อากาศเบาลงจริงด้วยค่ะ เพราะตอนนี้เราอยู่สูงมาก เค้าบอกออกซิเจนลดลง 30-40% เลยนะคะ หายใจลำบากแบบไม่เต็มปอด

เอาแล้ว ๆ 

พออากาศเบาบาง เราต้องเคลื่อนไหวช้า ๆ อย่าเร่งรีบค่ะ

Lhasa, Tibet 

วันนี้ฟ้าใสมาก ที่ทิเบตอากาศจะแห้งและร้อนค่ะ ยูวีจะแรงมาก เพลินเลยใส่แขนยาวขายาวมามิดชิด ทากันแดดมาอย่างดี ใส่หมวกพร้อม

ที่นี่ถูกจีนเข้าปกครองค่ะ เราจะเห็นทหารเดินเพ่นพ่านไปหมด ตอนแรกก็ไม่กล้าถ่ายรูป แต่แบบ ขอหน่อยละกันนะ

ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองปุ๊บ สาวน้อยเสี่ยวลี่ ไกด์ท้องถิ่นของพวกเราก็มาต้อนรับด้วยหน้าตายิ้มแย้มสดใส คล้องผ้าสีขาวให้ทันที อารมณ์เหมือนฝรั่งมาไทยแล้วไกด์มีพวงมาลัยคล้องคอต้อนรับ อารมณ์นั้น

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เค้าบอกว่าผ้าสีขาวนี้ห้ามทิ้งนะคะ คือถ้าเราจะไม่คล้องก็ถอดเก็บไว้ก็ได้ แต่อย่าทิ้งเป็นอันขาดเพราะถือว่าเป็นผ้าศักดิ์สิทธิ์!

ผ้านี้ยังสามารถใช้ถวายวัดเวลาเราไปทำบุญได้ด้วยค่ะ

ขึ้นรถปุ๊บเสี่ยวลี่ก็แจกกระป๋องออกซิเจนเลยค่ะ ยังไงต้องได้ใช้ระหว่างทางแน่ ๆ แต่กระป๋องนึงใช้สูดได้ไม่กี่ครั้งเองค่ะ ของมีน้อย ใช้สอยประหยัดนะก๊ะ 
เพลินเพิ่งใช้วันหลัง ๆ เองค่ะ

กระป๋องออกซิเจน

ทิวทัศน์ลาซาระหว่างทางค่ะ เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันทำให้ที่นี่เหมือนเป็นดินแดนปิดไปโดยปริยายเลย และไม่มีต้นไม้สูงอะไรนะคะ จะเป็นเขาโล้นๆ เพราะที่นี่อยู่สูง ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้นค่ะ

จากที่สังเกตจะเห็นว่าลาซายังมีความดิบตามธรรมชาติจากสภาพภูมิประเทศอยู่มาก ขณะเดียวกันก็ถูกความเป็นเมืองรุกรานไม่น้อย คงเพราะจีนเข้ามาปกครองพัฒนาตั้งแต่ปี 2008 ที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก เราจะเห็นตึกรามบ้านช่อง ตึกสูงตามทางมากมาย ทำให้อดผิดหวังหน่อย ๆ ไม่ได้เพราะคิดว่าจะมาเห็นความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมเก่าแก่เหมือนที่ประทับใจกับภูฏานมาแล้ว

ระหว่างที่ตัวเมืองมีความเป็นเมืองสูง ตัวทิวทัศน์ใต้ฟ้าครามสดใสก็แวดล้อมด้วยทิวเขาสูงและสายน้ำหย่าหลูจั่งปู้ หรือแม่น้ำพรหมบุตรที่ใสสะอาด ไหลเอื่อยขนานไปกับถนน ผ่านแปลงเพาะปลูกต้นน้ำมันหยิวไช่ฮัว หรือดอก Rapeseed ที่บานสะพรั่งเป็นทุ่งดอกสีเหลือง และนาข้าวบาเล่ย์ชิงเคอ

โปรแกรมของวันนี้ไม่มีอะไรมากเพราะเป็นวันสำหรับปรับตัวค่ะ เราเปลี่ยนสถานที่และเปลี่ยนอากาศ อาจจะมีอาการข้างเคียงได้ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ใจเต้นแรง
ไกด์แนะนำว่าให้เราเคลื่อนไหวช้า ๆ พอเข้าโรงแรมให้นอนนิ่ง ๆ แล้วที่สำคัญคืนนี้

“ห้ามอาบน้ำ” 

ใช่ค่ะ

ห้ามอาบน้ำห้ามอาบคืนนี้ ไปจนถึงคืนถัดไปค่ะ คือคืนนี้ห้ามอาบ ตื่นเช้ามาก็ห้าม ให้อาบได้อีกทีเย็นวันถัดไปค่ะ

เราต้องเชื่อนะคะ เพราะเคยมีคนไม่เชื่อ อาบน้ำตอนเช้าวันรุ่งขึ้น น้ำท่วมปอดเลยค่าาา
แต่เราสามารถล้างหน้า แปรงฟันอะไรได้ตามปกติค่ะ

ของขึ้นชื่อที่ต้องลองคือชานมจามรีค่ะ เป็นชาผสมนมจามรีและเนย (เนยก็เป็นเนยที่ปั่นจากนมจามรีค่ะ) ก็จะมันๆ หน่อย หลายคนไม่ชอบ แต่เพลินชอบนะ

แนะนำว่าเวลามาเที่ยวที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ อะไรลองชิมได้ก็ให้ชิมนะคะ
ชิมแบบปราศจากอคติ

อร่อย เป็นสายชา สายเนยอยู่แล้ว ยิ่งกินยิ่งฟินค่ะ
ชานี้เสิร์ฟที่โรงแรมค่ะ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคืนนั้นปวดหัวมากอย่างที่หัวหน้าทัวร์บอกเลยค่ะ อาการก็จะแตกต่างกันไปแต่ละคนนะคะ ปวดหัว หัวใจเต้นแรง อึดอัด อาเจียน แล้วก็หายใจลำบาก เลยต้องยอมทานยาDiamox (ไดอะมอก) ซึ่งเป็นยาลดความดันลูกตาไปค่ะ เดิมทีเพลินไม่อยากทานตัวนี้เพราะอ่านในเนตว่าผลข้างเคียงเยอะ เช่น มือชา เท้าชา ปัสสาวะบ่อย

แต่ในเมื่อมันแก้โรค Acute Mountain Sickness (AMS) หรือโรคแพ้ความสูง (แพ้ที่สูง เพราะอากาศเบาบาง หายใจไม่ออก) ได้ค่อนข้างทันทีก็เลยต้องทานค่ะ

ทานแล้วอาการปวดหัวก็ทุเลาลงเล็กน้อย (เล็กน้อยแต่ดีขึ้น) แต่ใจยังเต้นแรง นอนกระสับกระส่ายทั้งคืนเพราะหายใจไม่สะดวกค่ะ

เพลินก็นึกนะว่าก่อนเดินทางก็ทานยาสมุนไพรหงจินเทียนล่วงหน้าแล้ว แต่เหมือนยังไม่พอนะ
ไกด์เล่าว่าแล้วแต่คนเลยค่ะ บางคนออกกำลังกายแข็งแรงดีก็ใช่ว่าจะไม่มีอาการนะคะ ตรงกันข้าม ยิ่งคนแข็งแรงปอดใหญ่ยิ่งทรมานเพราะสูดออกซิเจนได้น้อยกว่าที่ปอดรับได้

ลืมบอกว่าคืนนี้พักที่โรงแรม  Lhasa VIP ค่ะ เป็นโรงแรม Local ทิเบต ขนาดใหญ่แต่ห้องไม่กว้างเท่าโรงแรมเชนต่าง ๆ 
แต่ที่ชวนให้อึดอัดคือ… มีรูปภาพท่านเหมาติดกำแพงปลายเตียง เท่ากับต้องนอนประจันหน้ามองท่านเหมาไปทั้งคืน!

พรุ่งนี้ค่อยไปนอน Intercontinental ค่ะ

Day 3

ตื่นเช้ามาเราก็ต้องอย่าลืมนะคะว่ายังอาบน้ำไม่ได้ ก็ล้างหน้าแปรงฟัน แต่งหน้าอะไรเรียบร้อย ลงมาทานอาหารเช้า

เพลินยังมึน ๆ จากเมื่อคืนแต่ก็นับว่าดีขึ้นมาก หลังอาหารก็ทานไดอามอกไปอีกที ตอนนี้ไม่กลัวยานี้แล้วล่ะ ยังไงก็ได้ขอให้อาการเหล่านี้หายไป

วัดเหย้าหวังซาน

เช้านี้เราเริ่มกันที่วัดเหย้าหวังซาน ซึ่งเป็นวัดอยู่บนเขา ตัวภูเขาก็ชื่อเขาเหย้าหวังซานนั่นเอง ที่นี่เรียกกันว่าเป็นหน้าผาพระพันองค์ค่ะ เพราะมีการแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์และพระศากยมุนีที่มีอายุกว่า 1,300 ปีเชียวค่ะ

เริ่มจากเราต้องเดินขึ้นบันไดสูงหลายขั้นไปถึงเขาด้านบนค่ะ ถ้าอากาศปกติก็ไม่มีปัญหานะ แต่พอออกซิเจนน้อย อะไร ๆ ก็ดูยากไปหมด เดินแป๊บ ๆ ก็ต้องหยุดหายใจ แล้วห้ามเดินเร็วค่ะ เดี๋ยวเดี้ยง

ตลอดทางเราจะเห็นภาพแกะสลักรูปองค์พระ เรื่องราว และอักษรคำสอนต่าง ๆ มากมาย สีที่ใช้ทำจากแร่ธรรมชาติ เช่น ปะการังแดง เทอร์ควอยซ์ ทองคำ และสมุนไพรนานาชนิดผสมกันเป็นสีสวยงามและคงทนนับพันปี

วัดหวังเหย้าซาน อายุเก่าแก่เกือบสามพันปี
โดดเด่นที่จิตรกรรมเขียนสีที่ผนังถ้ำเป็นหลักคำสอน ความเชื่อทางศาสนา
ทางเดินขึ้นวัดหวังเหย้าซาน ขึ้นบันไดกันหอบเหมือนกัน

ภาพแกะสลักพระโพธิสัตว์และพระศากยมุนีที่อายุพันกว่าปีนี้สร้างโดยบัญชาของกษัตริย์จงซานก้านปู้ ในสมัยค.ศ. 7

พระเจ้าจงซานก้านปูทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ รวบรวมทิเบตเป็นปึกแผ่นและมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มาก ๆ 

ที่นี่เราจะเห็นชาวทิเบตมาทำอัษฎางคประดิษฐ์กันเต็มไปหมดค่ะ (ต่างจากบ้านเราที่กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ คือใช้ 5 ส่วนของร่างกาย) อัษฎางคประดิษฐ์ก็คือการกราบสักการะแบบใช้ 8 ส่วนสัมผัสพื้น

เกร็ดน่ารู้: ที่ทิเบตจะไม่ใช่น้ำมันเติมตะเกียง เตาไฟใด ๆ แต่จะใช้เนยที่ได้จากน้ำนมจามรีแทนค่ะ เวลาหล่อเทียนก็มักถวายเนยเหลวแทน ข้อดีของการใช้เนยคือไม่มีควัน ไม่มีเขม่า แต่อาจจะมีกลิ่นนมเนยแบบชีส ถ้าใครไม่ชอบก็อึดอัดหน่อย แต่เพลินว่าหอมดีค่ะ

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยา (Tibet Museum of Natural Science)

ออกจากวัดเหย้าหวังซาน ก็เข้ามิวเซียมสักหน่อย ไปดูความเป็นมาเป็นไปของทิเบตที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยา (Tibet Museum of Natural Science)

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แสดงประวัติและความเป็นมาของประเทศทิเบต ด้านในแสดงเส้นแบ่งเขตและการเกิดขึ้นของแผ่นดินที่เป็นทิเบตซึ่งย้อนไปตั้งแต่ก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ผิวเปลือกโลกมาชนกัน และเกิดเป็นประเทศทิเบต 

จากนั้นก็ทานอาหารเที่ยง แล้วต่อโปรแกรมตอนบ่ายด้วยวัดเช่นกัน ที่นี่เด่นวัดวาอาราม พระพุทธรูป ภูเขา สายน้ำก็จะเที่ยวแต่พวกนี้นะคะ 

วัดเซรา (Sera Monastery)

วัดนี้ชื่อวัดเซรา (Sera Monastery) เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในสามของพุทธศาสนาวัชรยานนิกายเกลุก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1419 ค่ะ ตั้งอยู่บนเนินเขาย่อม ๆ ต้องเดินขึ้นเล็กน้อยค่ะ แต่อากาศเบาบางมากจนแม้เนินเตี้ย ๆ ก็หอบเหนื่อย แถมแดดแผดจ้า

พื้นที่วัดนี้อดีตเป็นที่ตั้งกระท่อมของพระจงฆาปา (เป็นพระอาจารย์ของท่านดาไลลามะและปันเชลามะในอดีต) ใช้ศึกษาธรรมและปฏิบัติกรรมฐานอยู่หลายปี 

ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยสงฆ์หลายสาขาวิชา มีพระจำพรรษาอยู่ประมาณ 300 รูป

Sera Temple

ที่เพลินชอบเป็นพิเศษคือภาพเขียนและพรมแขวนผนังในวัดค่ะ เค้าจะสะท้อนความเชื่อพุทธศาสนาแบบมหายาน และความเชื่อในพระโพธิสัตว์ รวมถึงคติจักรวาลที่แตกต่างจากพุทธแบบเถรวาทบ้านเรามาก สะท้อนออกมาในศิลปะทุกอย่างตั้งแต่ภาพ ผนัง อาคารบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้

ชาวทิเบตถือว่าวัดเซราศักดิ์สิทธิ์มากและมักเอาลูกเด็กเล็กแดงมาเจิมจมูก เพราะเชื่อภูติผีที่กวนเด็กร้องตอนเด็กจะได้หนีไป โดยจะเจิมเป็นสีดำที่ปลายจมูก แต่ล้างยากนะ เคยมีคนไทยมาแล้วอยากเจิมบ้างแม้ว่าจะไม่ใช่เด็กก็ตาม… ก็จมูกดำกลับไป ^^ แต่สมใจ ไหน ๆ ก็มาแล้ว

ไฮไลต์ของวัดเซราคือการ “ตรรกะวิพากษ์” หรือการถกธรรมปุจฉาวิสัชนาของพระทิเบตที่ปฏิบัติกันมาช้านาน โดยจะมีขึ้นทุกวันตอนบ่ายสามถึงห้าโมง ยกเว้นวันอาทิตย์ จะมีพระมาจับคู่กันปุจฉา-วิสัชนา โดยใช้มือขวาตบมือซ้ายและถามเท้ากระทืบ เป็นสัญลักษณ์แทนการสำรวม เท้ากระทืบหมายถึงปิดสังสารวัฏฏะไม่ให้เวียนว่ายตายเกิดอีก

มีเฉพาะพระทิเบตเท่านั้น ที่อื่นไม่มีค่ะ

ที่วัดส่วนที่ทำปุจฉาวิสัชนาอนุญาตเฉพาะกล้องมือถือ ไม่อนุญาตกล้องถ่ายภาพ

ปุจฉา-วิสัชนา

หลังจากชมพระปุจฉา-วิสัชนาพอสมควรแล้วก็เดินลงเนินกลับมาที่รถค่ะ ระหว่างทางก็จะเห็นของที่ระลึกและของทอดรายทาง
แต่อากาศร้อน ๆ แห้ง ๆ ไม่ชวนให้ช้อป ให้อยากอาหารเท่าไร

โปรแกรมวันนี้ก็ง่าย ๆ เท่านี้ จะไม่อัดแน่นมากเพื่อไม่ให้ร่างกายเหนื่อยเกินไป การมาอยู่ในที่สูงอากาศบางจะทำให้เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก และมีอาการต่าง ๆ อย่างพวกปวดหัว ใจสั่น ใจเต้นแรง เที่ยวแค่นี้ก็พอแล้วไม่งั้นร่างกายจะหนักไป

เพราะวันต่อ ๆ ไปจะเหนื่อยขึ้น ต้องเซฟแรงให้มากที่สุด

ก็… แวะทานอาหารจีนนะจ๊ะแล้วค่อยเข้าโรงแรม คืนนี้นอนโรงแรม Intercontinental ค่ะ โรงแรมใหญ่มาห และสร้างเหมือนปิรามิดแก้วครอบลอบบี้ อลังการมาก
จะนอนโรงแรมนี้ไปจนถึงขึ้นรถไฟเลยค่ะ

อ้อ คืนนี้จะเปิด Oxygen Supply  ในห้องนะคะ เป็นปุ่มหนึ่งอยู่ที่หัวเตียง แต่คืนแรกที่มาถึงหาไม่เจอเพลินกับพี่สาวก็เลยนอนทรมานกันค่ะ แต่ห้องแฟนเปิดออกซิเจน ซัพพลายก็เลยนอนสบายกว่าค่ะ

Day 4

มาถึงไฮไลต์ของทริปทิเบตที่เป็น A Must เลยก็คือพระราชวังโปตาลา หรือ โปตาลากงนั่นเองค่ะ

พระราชวังโปตาลา / โปตาลากง (Potala Palace)

ต้องบอกก่อนว่าเนื่องจากมากับกลุ่มมีหัวหน้าทัวร์ เค้าก็จะจัดการจองบัตรเข้าชมพระราชวังโปตาลาให้ รวมถึงนัดหมายเวลาเข้าชมค่ะ

ที่นี่จะไม่ปล่อยนักท่องเที่ยวล้นทะลักเข้าไปนะคะ จะต้องนัดเป็นรอบ ๆ ส่วนมากไม่มีนักท่องเที่ยว individual มาเดี่ยว ๆ มาเที่ยวทิเบตเท่าไหร่เพราะมายากและต้องทำเรื่องการเข้าประเทศยุ่งยากหลายขั้นตอนนิด ซึ่งรวมถึงการประสานงานเข้าชมพระราชวังโปตาลาด้วย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่เราต้องใช้ทัวร์ที่เชี่ยวชาญ มาเองไม่ได้นะคะ

เนื่องจากโปตาลากงแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความสำคัญทั้งทางศาสนา การเมือง จิตวิญญาณ จึงมีกฎเข้มงวดกวดขันเข้มงวดค่ะ

ข้อควรทราบเมื่อเข้าชมพระราชวังโปตาลา
1. ห้ามนำน้ำดื่มเข้าไป
2. เตรียมพาสปอร์ตไปด้วย
3. เก็บบัตรเข้าชมไว้ให้ดี
* จะมีจุดตรวจพาสปอร์ตและบัตรเข้าชมเป็นระยะ *
4. จะมีจุดเอกซเรย์กระเป๋าและข้าวของเครื่องใช้อยู่ 2-3จุด
5. เมื่อเข้าด้านในอาคารห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด

6. แต่งกายมิดชิด ห้ามโป๊ ห้ามเปิดเผยเนื้อหนัง

เช้านี้ฟ้ามัว ๆ และฝนตกปรอย ๆ ค่ะ ต้องกางร่มกันเลยทีเดียว คิวเรา 10.00 น. ก็ต้องมาตั้งแต่ 9.00 เตรียมตัวค่ะ

นี่ค่ะ พระราชวังโปตาลา 

พระราชวังโปตาลา (โปตาลากง) อันศักดิ์สิทธิ์
ในเช้าวันที่ฟ้ามัว ฝนพรำ

ก่อนจะเข้าไปด้านในมารู้จักพระราชวังโปตาลากันซะหน่อยค่ะ พระราชวังโปตาลา ติดอันดับ China’s World Heritage สร้างขึ้นในสมัย ค.ศ. 7 บนเนื้อที่ 120,000 ตารางเมตรเลยนะคะ ตั้งอยู่บนยอดเขามาร์ไปรี (เขาแดง) เป็นอาคารสูง 13 ชั้น มีห้องต่าง ๆ ร่วม 1,000 กว่าห้องเลยค่ะ มีเสาค้ำยันอยู่กว่า 15,000 ต้น สร้างโดยกษัตริย์จงซานกานปู้ที่เคยเล่าไปตอนต้นแล้วว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้รวบรวมก่อตั้งทิเบตขึ้น โดยสร้างสำหรับพระ 2 องค์ที่เป็นชาวจีนและเนปาล

ต่อมาที่นี่จึงกลายเป็นที่สถานศึกษาของท่านดาไลลามะทุกพระองค์ ซึ่งจะทรงพำนักที่นี่ในฐานะประมุขประเทศและประมุขทางศาสนา

เราต้องเดินขึ้นเนินไปพอสมควรเลยค่ะ ไม่ใช่ใกล้ ๆ อากาศน้อยก็เดินหอบไป ลิ้นห้อยไป แต่จะเห็นวิวเมืองลาซาด้านล่างได้ชัดเจน สวยจนแทบลืมหายใจ (ยิ่งอากาศน้อย ๆ ลืมหายใจอีกนะ ฮ่าๆ)

ยังยิ้มได้ เดี๋ยวลิ้นห้อยแล้วจะรู้สึก
พักเหนื่อยตรงนี้ค่ะ ทิวทัศน์ภูเขาด้านหลังกับเมฆระยอดเขาสวยงามมาก

ถ่ายรูปได้ถึงตรงนี้เท่านั้นค่ะ ต้องเก็บกล้องแล้วน้า เสียดายไม่มีภาพมาให้ชม เพราะจะบอกว่าสวยและขลังมาก ทองอร่ามมลังเมลือง

ด้านในเป็นส่วนสถูปเจดีย์ที่เก็บร่างองค์ดาไลลามะ ทำจากทองคำ ยิ่งองค์ไหนมีคุณูปการเป็นที่ศรัทธามาก ๆ สถูปก็จะยิ่งอลังการงานสร้างมากขึ้น เช่น ท่านดาไลลามะลำดับที่ 5 ที่ร่างของท่านจะเก็บไว้ในสถูปเจดีย์ทองคำหนัก 3,700 kg 

เพลินขอเล่าเรื่องสถูปกับการเก็บพระศพท่านดาไลลามะสักเล็กน้อย
~ บริเวณสถูปที่เก็บร่างท่านดาไลลามะจะยกขึ้นแท่นสูง กั้นด้วยลูกกรงด้านบน ตัวสถูปทำด้วยทองคำ น้ำหนักทองคำเจดีย์บางองค์ก็หนักเจ็ดร้อยโล และมีอัญมณี เพชรนิลจินดา เทอคอยซ์ ปะการังแดง หินตาสวรรค์ ต่างๆ อลังการงานสร้างมาก ๆ 
โดยจะนำร่างท่านไว้ด้านในสถูปในท่านั่งขัดสมาธิหันหลังให้พวกเรา

~เมื่อท่านดาไลลามะละสังขาร พระจะชำระศพทำความสะอาด อาบน้ำยา ควักไส้พุง พอร่างแห้งก็ทาทองและจับนั่งขัดสมาธิ

นอกจากนี้ด้านในเรายังได้ไปชมห้องพำนักของอดีตดาไลลามะหลายพระองค์ รวมถึงที่ประทับขององค์ดาไลลามะองค์ที่ 14 (ปัจจุบัน) ด้วยค่ะ แต่ปัจจุบันท่านไม่ได้ประทับที่นี่แล้วนะคะเพราะทรงลี้ภัยไปอยู่ธรรมสถานที่อินเดีย 

ถึงอย่างนั้นก็ได้เห็นความเรียบง่าย สมถะของพระองค์นะคะ ภายในวังไม่ได้หรูหราโอ่อาอลังการ ที่ประทับของท่านเป็นห้องไม่ใหญ่มาก เครื่องเรือนทำจากไม้ ทาสีแดง สีเหลือง มีข้าวของเครื่องใช้น้อยมาก มีแค่พรม โต๊ะ เก้าอี้ และอาสนะเท่านั้น

ระหว่างทางเดินชมก็จะมีคนถวายเงินทำบุญมากมาย เราควรแลกเงินหยวนเป็นเศษแบงค์ย่อย ๆ เอาไว้ทำบุญตลอดทางค่ะ หรือบางคนถวายผ้าขาว (ที่บอกตอนต้นว่าผ้าขาวห้ามทิ้ง จะเก็บหรือเอามาถวาย ทำบุญก็ได้)

จากนั้นออกมาส่วนนอกตรงนี้ก็ถึงจะถ่ายรูปได้ค่ะ และค่อย ๆ ไต่เลาะลงมา ก็จะเริ่มเห็นแผงขายของที่ระลึกต่าง ๆ เพลินซื้อหนังสือภาพพระราชวังโปตาลามาค่ะ มาทั้งทีอยากจะเข้าใจละเอียด ๆ หน่อย ตอนอยู่ข้างใน คนเบียดเสียดพอสมควรทำให้หยุดอยู่แต่ละจุดได้ไม่นาน (นี่ขนาดเค้าจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวแล้วนะ)

จากนั้นก็ไปทานอาหารเที่ยงเป็นอาหารไทยในห้าง Time Square ชื่อ Krabi Thailand Restaurant ไม่ค่อยอร่อยเลยค่ะ

วัดโจคัง (Jokhang Temple)

แล้วไปชมวัดศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งต่อ เป็นอีกไฮไลต์หนึ่งและเป็นวัดที่ทรงอิทธิพลและมีความสำคัญมากๆ ไม่แพ้โปตาลากงเลย นั่นก็คือ วัดโจคัง” ( Jokhang Temple) หรือ วัดต้าเจา นั่นเอง

วัดโจคังเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ UN ขึ้นทะเบียนรับรองเป็น World Cultural Heritages สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 พร้อมกับพระราชวังโปตาลากงโดยกษัตริย์จงซานกานปู้

พูดถึงวัดโจคังก็ต้องขอเล่าความเป็นมาก่อน คือคนทิเบตไม่ได้มีอยู่แค่ในทิเบตนะคะ ยังมีอยู่ทั้งในยูนนาน เสฉวน ชิงไห่ และคนทิเบตเหล่านี้เชื่อว่าชีวิตหนึ่งต้องมาแสวงบุญที่วัดโจคังให้ได้สักครั้ง อารมณ์เหมือนชาวมุสลิมต้องเดินทางไปเมกกะให้ได้สักครั้งหนึ่งอย่างนั้นเลยค่ะ

เพราะอะไร? ทำไมต้องเป็นวัดโจคัง?
เพราะวัดนี้เดิมเป็นวังประทับเก่าของเจ้าหญิงเหวินเฉิง พระนางเป็นเจ้าหญิงจากเมืองจีนที่ถูกส่งมาอภิเษกเชื่อมสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์จงซานกานปู้แห่งทิเบต เมื่อมาถึงทิเบตก็ประทับอยู่ในวัดโจคังที่เป็นทั้งวังและวัดแห่งนี้ พระนางได้นำพระพุทธรูป “โจโวศากยมุนี” มาด้วย พระพุทธรูปองค์นี้แหละที่ทำให้วัดโจคังมีความสำคัญมาก

เพราะเชื่อว่าพระพุทธรูปนี้สร้างในสมัยพุทธกาล มีขนาดเท่าคนจริง สร้างจำลองตัวพระพุทธเจ้าตอนมีพระชนมายุ 12 พรรษา และพระพุทธเจ้าเองก็ได้ทำพิธีปลุกเสก เบิกเนตรด้วยองค์เอง

ดังนั้นพระพุทธรูปองค์นี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์มาก คนทิเบตก็เลยเชื่อว่าชีวิตหนึ่งต้องมากราบไหว้ให้ได้ เพียงได้เห็นก็ได้ล้างบาปแล้ว

ตัวองค์พระมีม่านเหล็กกั้นไว้ ไม่ให้นักท่องเที่ยวหรือคนต่างชาติเข้า สงวนไว้สำหรับชาวทิเบตเท่านั้น ก็คือคนทิเบตเข้าไปไหว้ได้นั่นเอง

ที่นี่ไม่ปิดทอง แต่จะทาทอง ต้องไปซื้อทองมาทา ลามะจะสวดให้ทำพิธี องค์พระจึงบวมทองขึ้นเรื่อย ๆ 

ชาวทิเบตจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาวัดโจคัง บางคนศรัทธาแรงกล้า เดินเท้ามาจากมณฑลต่าง ๆ โดยเดินและทำอัษฎางคประดิษฐ์มาตลอดทาง บางคนตายเพราะภูมิประเทศกันดารแร้นแค้นและอากาศอันโหดร้ายคนที่มีปัญหาสุขภาพ หรือรู้ตัวว่ามาไม่ถึงแน่ ๆ ก็จะเลาะฟันตัวเองฝากคนที่จะเดินทางมาให้นำไปฝังไว้ตามเสาวัดด้วย เพื่อให้ส่วนของร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของความศักดิ์สิทธิ์นั้น


ลานหน้าวัดโจคัง
เผาใบทำบุญและกำยานในเตานี้ค่ะ
เสียค่าเข้านะคะ
ดูอย่างนี้หน้าตาคล้ายพระราชวังโปตาลาหน่อย ๆ 
อ่างบัวยักษ์นี้เดิมทีสมัยโบราณใช้เป็นหม้อหุงข้าวเลี้ยงคนจำนวนมากในวัด
สวยมากค่ะ

ตลาดแปดเหลี่ยม

ออกจากวัดโจคังราวสี่โมงกว่า ๆ แดดยังเปรี้ยง ฟ้าสดใสอยู่เลย ก็ถึงเวลาเดินเล่นที่ตลาดแปดเหลี่ยม หรือ ถนนแปดเปลี่ยมซึ่งตั้งอยู่รอบวัดโจคัง ที่นี่ถือเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองลาซา โดยมีความยาว 800 เมตร

ชาวทิเบตมีความเชื่อว่าถนนแปดเหลี่ยมนี้เป็นเส้นทางแสวงบุญจากชาตินี้สู่ชาติหน้าได้

นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ ก็เดินเล่นไปก็จะได้เห็นตึกรามบ้านช่องและสภาพความเป็นอยู่การดำเนินชีวิตของชาวทิเบต และซื้อของที่ระลึกต่าง ๆ

ของที่ระลึกที่น่าซื้อ
1. หินทิเบต
2. หินสี พลอย แร่ต่าง ๆ อย่างอำพัน เทอร์ควอยซ์ ปะการังแดง
3. ตุ๊กตาจามรี

ตลาดแปดเหลี่ยม
ตุ๊กตาจามรีน้อย

จากนั้นเราก็ทานอาหารเย็นเป็น ฮอตพอตหม่าล่าในห้าง Time Square คือจริง ๆ มีให้เลือกสองซุป ทุกคนก็เลือกหม่าล่ากันเกือบหมดเพราะอยากลอง ปรากฏว่าเผ็ดมากกกกกกกกกกกกก ซุปธรรมดากลับกลมกล่อมอร่อยกว่า
แต่พวกเครื่องอื่น ๆ อย่างเกี๊ยว ลูกชิ้นอะไรพวกนี้อร่อยมาก

ขนมที่แกล้มก็อร่อย เป็นก้อนแป้งหวานนิด ๆ มันหน่อย ๆ กำลังอร่อย ไม่รู้ชื่อแฮะ
และเข้าโรงแรมพักผ่อน หมดไปอีกวัน วันนี้ค่อนข้างเต็มมากขึ้น

Day 5

เช้าวันนี้อากาศเย็นกว่าทุกวันที่ผ่านมา ดูอุณหภูมิ 11 องศา วันนี้เพลินไม่ได้ใส่ถุงน่องเสียด้วย ไม่เหมือนวันที่ไปวัดเซราที่ใส่ถุงน่องกลัวหนาวและกลัวแดด ปรากฎว่าไม่หนาว วันนี้ก็เลยไม่ใส่ สรุปหนาวเลยค่า แต่โชคดีที่ท่อนบนเพลินมีเสื้อกั๊กขนก็เลยอุ่นขึ้น

พระราชวังโปตาลา / โปตาลากง (Potala Palace)

เช้านี้เรามาเดินเล่นหน้าพระราชวังโปตาลา โดยจะขยับถอยออกมาจากมุมในวันที่ 4 วันนั้นเราจะเข้าชมข้างในก็เลยต้องไปอยู่เชิงเขาที่จะขึ้นพระราชวัง วันนี้ถอยออกมาก็จะได้มุมที่เก็บภาพครบค่ะ ได้ทั้งวิวสระน้ำ ศาลากลางน้ำ และเก็บภาพพระราชวังโปตาลาได้ทั้งหมดเลย เสียแต่ฟ้ามืดมัวไปนิด แต่ฝนไม่ตกก็ดีแล้ว

พระราชวังโปตาลายามเช้า อากาศหนาว ฟ้ายังมัว ๆ 

เดินต่อไปอีกนิดจะถึงลานกว้างด้านหน้าพระราชวัง ถัดจากลานนี้เป็นถนนที่จะคั่นกับเชิงเขาของพระราชวังอีกทีค่ะ 
เพลินก็เดินเก็บภาพอย่างสนุกสนาน

จากลานตรงนี้ (หันหน้าเข้าพระราชวังโปตาลา) เดินต่อไปทางซ้าย ตรงไปจนสุดจะถึงจุดชมวิว Jag Pori คือวิวพระราชวังโปตาลาและสถูป คราวนี้จะเห็นทั้งเขาที่ตั้งพระราชวังเลย

The Picture Spot of Jag Pori

ขอเซนเซอร์หน้าผู้ร่วมทางนิดค่ะ เดี๋ยวนางดุ

ที่ตรงนี้เป็นจุดชมวิวสำคัญ เหตุผลหนึ่งก็เป็นวิวที่เหมือนกับในธนบัตร 50 หยวนค่ะ ดังนั้นเราจะเห็นนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะคนจีนแผ่นดินใหญ่) มาถ่ายรูปตรงนี้โดยชูแบงค์ 50 ขึ้นมาเทียบค่ะ เป็นท่าฮิต มุมฮิตเลย แต่ตอนนั้นเพลินไม่มีแบงค์ 50 เลยไม่ได้ทำค่ะ

อีกเหตุผลน่ารู้ก็ต้องย้อนไปถึงเรื่องพระราชวังโปตาลา คือถ้าสังเกตคือสร้างถูกหลักชัยภูมิที่ดีมาก ๆ อยู่บนเขา ด้านหน้าเป็นเขา ด้านหลังติดแม่น้ำ (เรื่องฮวงจุ้ยลึก ๆ มีละเอียดกว่านี้แต่เพลินไม่ได้ทราบลึกมาก) ทราบแต่ว่าเป็นฮวงจุ้ยเทพมาก และเป็นจุดรับพลังสูง มีสถูปตั้งอยู่ตรงกลางยิ่งทำให้เป็นชัยภูมิสุดยอด 

แต่เมื่อรัฐบาลจีนเข้ามาปกครอง ก็ตามสไตล์ ชอบสร้างตึก ทำถนน ยืนยันจะสร้างถนนผ่ากลาง ชาวทิเบตทั้งประท้วง ทั้งห้ามก็ไม่สำเร็จ ชัยภูมิเทพก็เลยถูกถนนผ่ากลางในที่สุด

แต่สุดท้ายก็มีวิธีแก้ (แก้ขัด) แก้เคล็ดไปได้บ้างดังที่เราจะเห็นสายโยงร้อยผ่านสถูปไปจนถึงพระราชวังโปตาลาค่ะ

จากนั้นก็ไปทานอาหารเที่ยง ตอนบ่ายเราจะไปทะเลสาบยัมดรก (Yamdrok Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตกันค่ะ อยู่นอกเมือง จริง ๆ ระยะทางไม่ไกลมาก แต่ต้องนั่งรถเกือบ 3 ชั่วโมงเพราะทะเลสาบอยู่บนเขาสูงคดเคี้ยวมาก และเค้าจำกัดความเร็วในการขับค่ะ เราจะมาขับซิ่งไปถึงเร็วไม่ได้ ต้อง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

Tibetan Dog ถ่ายรูปกับน้องหมาทิเบตัน

ระหว่างทางไปทะเลสาบยัมดรก เราก็จะแวะจุดพักชมวิวก่อน และเป็นไฮไลต์สำคัญเลยคือ… “น้องหมาทิเบตัน” 
คือที่นี่เค้าจะมีหมาทิเบตันที่เลี้ยงไว้และนำมาให้นักท่องเที่ยวเล่น ถ่ายรูปค่ะ
มีทั้งหมาทิเบตัน ลูกแพะ และตัวจามรี แต่ไกด์บอกว่าจามรีค่อนข้างดุ เคยมีคนถูกจามรีสะบัดตกแขนหักมาแล้วก็มี เค้าเลยให้เราโฟกัสที่หมากับแพะดีกว่า

แต่ไม่ใช่ว่าเราจะถ่ายรูปฟรี ๆ ตามใจชอบนะคะ ต้องจ่าย 10 หยวน ต่อคนค่ะ แต่จะถ่ายกี่รูปก็ได้ สมมติมากัน 6 คน จะถ่ายทั้ง 6 คนก็ต้องจ่าย 60 หยวนค่ะ 

สัตว์เหล่านี้ถูกนำมาอยู่บนไหล่เขาต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้านหลังเป็นหน้าผาค่ะ อย่างในรูปที่เห็นเพลินนั่งนี่แหละ 
จริง ๆ มีหลายตัวให้เลือกถ่ายมากนะคะ แต่เพลินเลือกน้องคนนี้ค่ะ แต่ท่าทางน้องเบื่อ ๆ นะคะ คงรำคาญ มีแต่คนถ่ายรูปด้วย แถมขยับไปไหนก็ไม่ได้ จะตกเขาเอา แล้วเจ้าของก็ดุด้วย คอยตีน้องตลอด

Tibetan Dog – On the way to Yamdrok Lake

หมาทิเบตันตัวใหญ่หนา มีแผงคอเหมือนสิงโตเลยค่ะ ขนหยาบหนาพอสมควร เพลินก็เล่นด้วย พูดคุยพอประมาณ ไม่กล้าวอแวมากกลัวมันแง่งใส่

จริง ๆ ทิเบตันเค้าว่าเป็นหมาดุมากเลยนะคะ
และราคาพันธุ์แท้สูงถึง 20 ล้านเลยนา

น้องแพะน่ารักไหมคะ จริง ๆ น้องยิ้มให้ด้วยนะคะ น่าเอ็นดูมากๆ แต่สงสารมากเหมือนกัน อายุ 7 วันก็ถูกจับมารับแขก อยู่บนราวบันไดด้านหลังเป็นเหว ขยับไปไหนไม่ได้เลย ได้แต่ยืนนิ่งๆ ขยับไปมีตกเขาค่ะ

น่ารักเหลือเกิน

เราอยู่ที่นี่ประมาณ 30 นาทีก็เดินทางไปทะเลสาบต่อค่ะ ระหว่างทางจะผ่านแม่น้ำพรหมบุตร และผ่านแม่น้ำแห่งความตาย

ทิวทัศน์แถวนี้ค่อนข้างแปลกตา ทะเลสาบบางที่มีเกาะกลางน้ำเป็นทราย และมีต้นไม้เตี้ย ๆ ขึ้น หน้าตาเหมือนป่าชายเลนแต่ไม่ใช่เพราะป่าชายเลนต้องเป็นน้ำกร่อย 

ทะเลสาบยัมดรก Yamdrok Lake

ในที่สุดนั่งมายาวนานก็ถึงทะเลสาบยัมดรกค่า สวยงามราวกับภาพวาดมาก ๆ เห็นแล้วต้องร้องอื้อหือออออ… คือน้ำใสมากกกก สีแบบที่เห็นนี่เลย

อ้อ… ที่นี่อยู่สูงมาก อากาศจะเบาลงกว่าเดิมอีกนะคะ เพราะสูงจากระดับน้ำทะเล 4,700 เมตร

ทะเลสาบยัมดรก (Yamdrok Lake) เป็น 1 ใน 3 ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์แห่งทิเบต ประชาชนจะมาทำพิธีกราบไหว้สักการะทุกปี ~ สวยอย่างที่เห็นนี้เลย หายเมื่อยนั่งรถเป็นปลิดทิ้ง

ทะเลสาบยัมดรก หรือ ทะเลสาบหยังจวง หมายถึง ทะเลสาบหงส์ฟ้า และได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่ใสสะอาดที่สุด อีกทั้งยังเป็นซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต และใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของทิเบตด้วย สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,400 เมตร ทุกปีจะมีคนนับแสนไปประกอบพิธีล้างบาปที่ทะเลสาบนี้

ในอดีตเคยเป็นสถานที่สู้รับกับชาวยุโรปด้วยค่ะ

พอได้มาถึงก็รู้สึกเหมือนฟากฟ้าอยู่แค่เอื้อม

มีเรื่องเล่าค่ะ คือเนื่องจากเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์มาก เค้านับถือมาเป็นพันปี แต่พอพี่จีนเข้ามาปกครองก็จะสร้างเขื่อนโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น

ชาวบ้านออกมาประท้วงมากมายก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ตัดถนนและสร้างเขื่อนจนได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเห็นความสงบงามของธรรมชาติตรงนี้อยู่มาก

เราใช้เวลาอยู่ตรงนี้กันประมาณ  40 นาทีค่ะ ไม่นานมากเพราะลงไปไม่ได้ ได้แต่ชมวิวอยู่ในเขตที่เค้ากั้นไว้เท่านั้นค่ะ เพลินว่าก็ดีเหมือนกันนะคะ เพราะขืนไม่กั้น แต่ปล่อยให้เดินเพ่นพ่านไปได้ทั่ว คงจะไม่ได้เห็นความสงบงามบริสุทธิ์แบบนี้แน่ ๆ 

ขากลับลงมาก็แวะจุดพักรถเพื่อเข้าห้องน้ำอีกที แต่ขอเตือนว่า… กลั้นได้ก็กลั้นค่ะ ห้องน้ำเหม็นสุดอะไรสุด ทนไม่ได้ค่ะ เข้าไม่ลง ทั้งมืดทั้งเหม็น

ทิวทัศน์ขากลับก็สวยงาม มีทั้งภูเขา ที่ราบ ทุ่งหญ้า

Four Points by Sheraton Lhasa

เรากลับมาถึงลาซาก็เย็นพอควร มื้อนี้ทานบุฟเฟ่ต์ฮอทพอทหม่าล่าที่โรงแรม Four Points by Sheraton Lhasa ค่ะ โรงแรมนี้สวย เก๋ และไม่mass พลุกพล่านแบบอินเตอร์คอนที่เพลินนอนค่ะ ห้องอาหารเค้าก็จะสงบและโมเดิร์นหน่อย

เราเลือกหม้อซุปเองได้ จะเอาซุปหม่าล่าก็ได้ หรอซุปปกติก็ได้ แต่พอดีเข็ดกับซุปหม่าล่าของฮอทพอทร้านวันก่อนนู้น เลยขอน้ำซุปธรรมดา

Princess WenCheng Live Theatre การแสดงโชว์เจ้าหญิงเหวินเฉิง

หลังจากมื้อนี้ เราต้องรอสามทุ่มเพื่อไปชมการแสดงเจ้าหญิงเหวินเฉิง ซึ่งเป็น optional คือจะไปหรือไม่ไปก็ได้ ไม่อยู่ในราคาค่าทัวร์ค่ะ ราคาตกประมาณ 500 หยวน ก็ราว 2,500 ฿ เวลาโชว์ก็ราวสองชั่วโมง แต่พวกเพลินก็ไปดูนะคะ เพราะเป็นการแสดงอลังการงานสร้างที่รัฐบาลจีนทุ่มทุนสร้างมากๆ

บัตรเข้าชมการแสดงโชว์เจ้าหญิงเหวินเฉิง

เป็นโรงละครกลางแจ้ง มีร่มเงาให้ครึ่งหนึ่ง ที่นั่งในร่มก็จะแพงกว่าค่ะ 

การแสดงเจ้าหญิงเหวินเฉิงที่ว่าคือเป็นละครร้อง ถ่ายทอดประวัติของเจ้าหญิงเหวินเฉิงแห่งจีน เจ้าหญิงพระองค์นี้เป็นผู้มีความสำคัญมากองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ทิเบต (แต่น่าสงสาร ในจีนกล่าวถึงน้อยมาก)

เจ้าหญิงเหวินเฉิงแห่งประเทศจีน ถูกส่งมาอภิเษกกับกษัตริย์จงซานก้านปู้แห่งทิเบตเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีสองดินแดน เจ้าหญิงได้อัญเชิญพระพุทธรูปโจโวศากยมุนีมาด้วย (ถ้าจำเรื่องวัดโจคังที่เพลินเล่าไปตอนต้นได้นะ) และพัฒนาการเกษตรและศิลปะทิเบตอีกมากมาย

ละครร้องเรื่องนี้ถ่ายทอดการเดินทางอันยากลำบากของเจ้าหญิงเหวินเฉิง ผ่านทั้งหิมะ ทะเลทรายกันดารแร้นแค้น เผชิญความหนาวเหน็บ ร้อนระอุและคิดถึงบ้านจับใจ…

แล้วรู้ไหมคะว่าทำไมการเดินทางของพระนางถึงพิเศษ…
เพราะใช้เวลา 3 ปี กว่าจะถึงทิเบต! 
เดินทางตอนอายุประมาณ 16 ปี ถึงทิเบตตอนอายุ 19!
คงจะลำบากและคิดถึงบ้านน่าดู

โชว์ทำดีและยิ่งใหญ่มาก ฉากกองทัพม้าควบกลางทะเลทรายก็ใช้ม้าวิ่งจริง ๆ 
สรุปคือประทับใจมากๆ ค่ะ

อ้อ ตอนกลางคืนอากาศเย็นมาก เค้ามีให้เช่าเสื้อโค้ตหนาด้วยในราคา 20 หยวน เป็นโค้ตสีเขียวเข้มทั้งหนายาวและหนักมาก อารมณ์แบบทหารคอมมิวนิสต์เลยค่ะเอาจริง ๆ 
ก็นะ ถูกปกครองด้วยคอมมิวนิสต์จีน มันก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ

ทุกคนต้องใส่สีนี้หมดค่ะ มีแบบเดียว ไซส์เดียว หนามาก ใส่แล้วน้ำหนักคงเพิ่มอีกกิโลเลยค่ะ

เลิกโชว์ห้าทุ่มกว่า กลับโรงแรม อาบน้ำนอนก็ตีหนึ่งกว่าแล้วค่ะ ต้องเก็บกระเป๋าแล้วค่ะ พรุ่งนี้เราจะขึ้นรถไฟตู้นอนกันตอนเย็น จะต้องบ๊ายบายทิเบตแล้วนะ

Day 6

วันนี้เราตื่นสายกันสักหน่อยเพราะนอนดึกมาก มาทานอาหารที่ล็อบบี้ ไม่พลาดจะต้องทานชาทิเบตร้อน ๆ ผสมนมจามรีและเนย ขอบอกว่าติดมาก ชอบ
เก็บกระเป๋าเรียบร้อยเพราะตอนเย็นเราจะขึ้นรถไฟกัน

โรงงานถังเช่าและศูนย์การแพทย์ทิเบต

แต่เช้านี้ไปแวะโรงงานถังเช่าทิเบตก่อน มีความตื่นเต้นอยากได้ถังเช่า มาถึงดินแดน Original ของถังเช่าแล้วนี่นะ
ได้ความรู้เรื่องถังเช่าที่ดี การเกิด การเก็บเกี่ยว และได้รู้ว่าทำไมถังเช่าถึงมีคุณค่ามหาศาล และต้องเป็นถังเช่าทิเบตเท่านั้น

เล่าง่าย ๆ ว่าถังเช่าที่ดีมักขึ้นในที่สูงมาก ๆ เท่านั้น โดยจะมีสปอร์เห็ดชนิดหนึ่งไปตกอยู่ในหนอนพันธุ์หนึ่งในฤดูหนาว ฟักตัวอยู่อย่างนั้น จากนั้นพอฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นมันก็จะเติบโตและแทงตัวเองออกมาจากปากหนอน ฟังดูน่ากลัวเนอะ แต่มีคุณค่าทางการบำรุงรักษามหาศาลเลยค่ะ ถังเช่าดี ๆ จึงแพงมาก อีกทั้งยังหายาก เพราะเวลาเกิดถังเช่าขึ้นมาก็มักจะเสร็จเจ้าจามรีเสียก่อน จึงต้องกันจามรีออกมาและใช้แรงงานคนเก็บเกี่ยว

การกินถังเช่าที่ดี เขาว่าควรจะกินสดหรือบดผง และแปรรูปให้น้อยที่สุด
ถังเช่าดี ๆ กรัมละหลายร้อยไปจนถึงพันก็มี คือแพงอย่างกับทองเลยค่ะ แต่ก็มีหลายเกรดก็เลือกสรรเอา

เพลินเคยไปภูฎาน ซึ่งทางนั้นก็เคลมเรื่องคุณภาพถังเช่าตัวเองว่าดีกว่าทิเบต (ทิเบตก็เคลมว่าของตัวเองดีกว่า) และรู้จักชาวภูฎานที่ทำนำเที่ยวที่นั่น  ก็คุยกันเรื่องถังเช่า ภูฏานอยู่ในที่สูงเหมือนกันก็เป็นเกรดดีค่ะ
ลองถามเค้าเกรดดี ๆ ก็กิโลละแปดแสน สลบแพรพ ร้องไห้ (แต่เป็นตัว ๆ เลยค่ะราคานี้)

กลับมาที่โรงงานรัฐบาลต่อ… ก็มีแพทย์มาอธิบายเรื่องศาสตร์การแพทย์ทิเบตที่สั่งสมยาวนานมากว่าพันปี ที่เที่ยงตรง แม่นยำกว่าการแมะของหมอจีนเสียอีก เค้าแค่สังเกตกับสัมผัสเล็กน้อยก็บอกอาการได้ โดยความรู้ที่สั่งสมยาวนานนี้มาจากการบันทึก สังเกต จนเกิดเป็นความแม่นยำ บอกโรค บอกอาการได้โดยไม่ต้องผ่าด้วยซ้ำ (เช่น เห็นท้องลักษณะนี้ก็บอกได้ว่าเป็นเพศชายหรือหญิง)

จากนั้นก็ได้คุยอาการกับหัวหน้าแพทย์ทิเบต ตรงนี้แล้วแต่สมัครใจ แต่เพลินเป็นคนชอบเรื่องสุขภาพ การรักษา ก็ไปฟัง เค้าแค่มองหน้าเพลิน มองมือเท่านั้น ไม่ได้แตะเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ร่ายอาการต่าง ๆ ที่เพลินเป็นได้แม่นยำมาก ๆ 

ก็เลยให้เค้าจ่ายยามาให้ เป็นถังเช่าสกัดชงโดสสามเดือน แต่ละคนหมอก็วินิจฉัยอาการและจ่ายยาไม่เหมือนกัน แม้แต่ถังเช่าก็คนละสูตร

Shopping

จากนั้นก็แวะชอปปิ้งเก็บตกพวกหินทิเบต เครื่องรางต่าง ๆ เป็นของฝาก (หรือให้ตัวเอง) เพราะตอนซื้อที่ตลาดแปดเหลี่ยมยังไม่จุใจ

สถานีรถไฟลาซา

ตกเย็นเราก็ไปสถานีรถไฟกันค่ะ ตื่นเต้นมาก จะได้นอนตู้นอนรถไฟ VIP ต่างแดนเป็นครั้งแรก นั่งตั้งแต่หกโมงเย็นไปจนถึงบ่ายสามของอีกวันกันเลยทีเดียว เราต้องแพคกระเป๋าเล็กสำหรับใส่ของใช้บนรถไฟมาด้วยนะคะ ส่วนกระเป๋าใหญ่ก็อยู่บนรถไฟนั่นแหละแต่เคลื่อนยาก หยิบจับไม่สะดวก ก็เลยควรแพคแยกออกมาค่ะ เพลินก็เอาเป้ 1 ใบ กับกระเป๋าลูกแบบพับ ๆ อีก1ใบหิ้วขึ้นตามประสาคนบ้าหอบฟาง

โชคดีที่มากับทัวร์ที่ดี เค้าก็จะจ่ายเงินจ้างคนขนกระเป๋าใหญ่ของเราขึ้นรถไฟค่ะ ไม่ต้องแบกเองลากเอง ไม่งั้นมีทั้งกระเป๋าใหญ่ กระเป๋าเล็ก พะรุงพะรังลำบากน่าดู

ขั้นตอนจะขึ้นรถไฟก็จะยุ่งยากหน่อย เพราะต้องสแกนกระเป๋าเดินทางทุกใบอย่างละเอียด หลายรอบ (ถ้าไม่มีคนขนให้คงแย่ ขนาดขนแค่ใบเล็กสองใบของตัวเอง รวมกระเป๋าสะพายยังหนักมาก) ระยะทางที่เดินกว่าจะถึงชานชาลาก็ไกลมากค่ะ และมีตรวจพาสปอร์ตกับบัตรโดยสาร ต้องควักเข้าควักออกหลายรอบ จะเหนื่อยก็ตรงนี้ค่ะ

รถไฟตู้นอน

ต้องบอกก่อนว่าในรถไฟมีที่นั่งหลายแบบ ถ้าตู้นอนวีไอพีก็จะราคาสูงขึ้นมา แต่เราก็ต้องเลือกค่ะเพราะเป็นตู้นอน ไม่งั้นถ้านั่งไปยี่สิบชั่วโมงก็ไม่ไหวนะคะ เราต้องนอนค่ะ
แล้วถ้าจองตู้วีไอพี จะมีห้องนั่งรอเฉพาะที่สถานีด้วยค่ะ ก็ไม่ได้เหมือนเลาจน์อะไรหรอก แต่เป็นห้องแยก มีเก้าอี้นั่งค่ะ เพราะไปถึงสถานีรถไฟลาซาจะเห็นเลยว่าคนเยอะมาก ไม่มีที่นั่งรอ แต่คนบัตรตู้วีไอพีจะมีที่นั่งนั่นเอง

ตู้นอนจะเป็นห้อง 4 คนไม่ใหญ่มาก เตียงสองชั้นหันหน้าชนกัน มีช่องเก็บของด้านบนและล่างเตียงค่ะ ดูคลิปได้เลย

เซนเซอร์หน้าแพรพ

ส่วนห้องน้ำเดินออกจากห้องไม่ไกลมาก มีส่วนอ่างล่างหน้าล้างมือรวม 4 อ่าง และห้องส้วมแบบนั่งยอง ๆ และส้วมนั่ง แต่เห็นสภาพแล้ว นั่งส้วมยองๆ ดีกว่าเพราะส้วมนั่งแบบโถชักโครกเละมาก สกปรกมากค่ะ

เพลินแนะนำให้เอาสลิปเปอร์จากโรงแรมมาด้วย เพื่อใช้เดินไปเดินมาในรถไฟรวมถึงเข้าห้องน้ำด้วยค่ะ จะได้ไม่ต้องใส่รองเท้าตัวเองย่ำสิ่งสกปรกในห้องน้ำ

ส่วนตู้เสบียงก็เดินไกลหน่อย เวลาเราจะออกไปทานอาหารก็ต้องเรียกพนักงานมาล็อคห้องนอนเราป้องกันคนลักขโมยค่ะ

หน้าตาตู้เสบียงห้องอาหาร


ส่วนอาหาร ไกด์เราสั่งตอนจองขบวนไว้ 2 มื้อคือมื้อเย็นวันนี้ กับมื้อเช้าของอีกวัน ก็เป็นข้าวสวย ผัดผัก ผัดหมูตามเรื่องไป แต่ไกด์รู้ใจเตรียมหมูฝอย หมูแดดเดียว น้ำพริกไว้ให้คนโหยความแซบนัวรสชาติไทย ๆ 

เราใช้เวลาอยู่บนรถไฟตั้งแต่ 18.00 น. จนไปถึง 15.00 น. ของอีกวันเลย ชมวิวทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปมาตลอดแล้วก็น่าทึ่งมาก ๆ 

เส้นทางรถไฟของพวกเราค่ะ

แต่ว่าตอนดึก ๆ ราวเที่ยงคืนกว่า (ซึ่งหลับไปแล้ว) จะผ่านจุดที่สูงที่สุดในทิเบต ณ ความสูง 5,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เรียกว่า “ถังกู่ลาซา” เป็นสถานีรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในโลกด้วย แต่เป็นที่รกร้าง ไม่มีใคร รถไฟก็ไม่ได้แวะจอด คือหยุดนิดนึงแล้วผ่านไปเลย

ณ ตอนนี้นอนไม่ได้เลย เพราะไต่ขึ้นสูงเรื่อย ๆ อากาศเบาบางลง เราพลิกตัวกระสับกระส่าย หายใจติดขัด จนแฟนต้องเอื้อมมือเปิดออกซิเจน ซัพพลาย (Oxygen Supply) เหนือหัวเตียงให้ (หัวนอนของทุกเตียงจะมี Oxygen Supply) ก็ถึงค่อยยังชั่วขึ้นมา แต่ก็หลับไม่สนิทมาก เพราะกลางดึกฝนตกหนัก รถไฟก็ไต่ขอบเขาเอียงไปเอียงมาอย่างน่าหวาดเสียว มันเหมือนจะตกลงจากเขาได้ทุกเมื่อ น่ากลัวจริงๆ

ขออธิบายเส้นทางรถไฟนี่สักหน่อยค่ะ จะได้เข้าใจความพิเศษของการนอนตู้อันยาวนานนี้ ฮ่าๆ

เราเริ่มจากความสูง 3,664 เมตร จากระดับน้ำทะเลของเมืองลาซา รถไฟออกเดินทางจากสถานีรถไฟลาซา ไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านไปชั่วโมงกว่าจะผ่านสถานีน่าชวี แดนกำเนิดของถังเช่าชั้นดีของทิเบต

จากนั้นผ่านไป 5 ชั่วโมงจะผ่านทะเลสาบชัวนาหู ผ่านไปอีกชั่วโมงจะผ่านถังกู่ลาซาลาซาน ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก จากนั้นเข้าสู่เขตหยังปาจิ่ง ผ่านโรงงานไฟฟ้าพลังไอน้ำ บริเวณนี้จะมีน้ำพุกระจายอยู่ทั่วไป บางบ่อจะมีน้ำพุพวยพุ่งสูงถึง 100 เมตร ที่ความสูง 5,072 จากระดับน้ำทะเล แล้วถึงจะออกจากเขตปกครองตนเองของทิเบตที่สถานีบนภูเขา

ถังกู่ลาซาน เป็นจุดสูงสุดที่ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์พาดผ่าน ผ่านชมแนวเทือกเขาเก๋อลาตานตง ซึ่งมียอดสูงสูง 6,621 เมตรจากระดับน้ำทะเล และยังเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง

“เฟิงหว่อซาน” อุโมงค์ที่สูงที่สุดในโลก ความสูง 4,905 เมตรจากระดับน้ำทะเล

“เขอเข่อซีหลี” เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าสงวน เช่น กวางทิเบต ลาป่า วัวเหลือง ฯลฯ รถไฟจะวิ่งผ่านสะพานข้ามแม่น้ำซึงตัว สะพานจะแบ่งเป็น 2 ขั้น ชั้นบนสำหรับรถไฟวิ่ง ชั้นล่างสำหรับให้ฝูงสัตว์ป่าอพยพ ความสูง 4,165 เมตรจากระดับน้ำทะเล

“ปู้ต้งเฉวียน” น้ำในบริเวณนี้จะไม่กลายเป็นน้ำแข็งแม้ว่าจะอยู่ในฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุม เพราะมีความร้อนระอุส่งผ่านมาจากใต้ดินความสูง 4,772 เมตร จากระดับน้ำทะเล

เข้าสู่ช่วงสูงสุดของช่องเขาคุนหลุน ที่ทางรถไฟพาดผ่าน ชมธารน้ำแข็งสุริโยธินเบิกฟ้า ถ้าอากาศดีสามารถมองเห็นยอดสูงสุดของภูเขาคุนหลุน สูง 6,178 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งน้อยคนมักจะมีโอกาสเห็นด้วยตา จากนั้น ผ่านอุโมงค์ที่เจาะผ่านเทือกเขาคุนหลุนยาว 1,686 เมตร ถือว่าเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในโลกที่สร้างบนเขตดินน้ำแข็ง ผ่านทะเลสาบซีหวังมู่ ความสูง 2,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล

นั่งรถชมวิวเพลินใจ รถไฟจะค่อย ๆ ลดระดับลงไปเรื่อย ๆ ตอนนี้รถไฟจะเข้าเขตสถานีเมือง “เก๋อเอ่อร์มู่” ในมณฑลชิงไห่ เมืองนี้ก่อตั้งเมื่อค.ศ. 1960 มีประชากรประมาณ 5หมื่นคน เป็นเมืองที่มีการผลิตเกลือทะเลสาบมากที่สุด คืนนี้ผ่านจากเก๋อเอ่อร์มู่ จะไปสว่างยามเช้าที่เมืองซีหนิง เส้นทางบางช่วงจะผ่านเขตโอเอซิส และเนินทรายในเขตโกบี

Day 7

แต่พอเช้ามา ได้เห็นแสงทองส่องฟ้า ก็เป็นอะไรที่พูดไม่ออก มันคือความดื่มด่ำต่อความสงบเงียบและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

At dawn on the train from Lhasa, Tibet to Xining, China

ผ่านภูมิประเทศหลากหลายมากตั้งแต่ทุ่งหญ้า ทุ่ง (กรด)เกลือ เขาหัวโล้น เห็นกระโจมคนพเนจร ไปจนถึงทะเลสาบ…

ทะเลสาบขนาดใหญ่ยักษ์ ใหญ่กว่ากรุงเทพถึง 3 เท่า!

วิวจากหน้าต่างมัว ๆ 

คนอื่นจะออกจากตู้นอนไปชมวิวจากระเบียงทางเดิน แต่เพลินไม่ค่อยสบายเลยขอนอนดูวิวจากหน้าต่างแทน

เดินไปตู้เสบียง ทานอาหารเช้าเป็นข้าวต้มร้อน ๆ กับอาหารผัด ๆ ก็ได้ฟีล ยิ่งมีน้ำพริกกับหมูสวรรค์ยิ่งฟิน

หน้าสดตื่นนอนมันก็จะบวม ๆ หน่อย

ส่วนมื้อสุดท้ายบนรถไฟตอนเที่ยง ไกด์แจกข้าวกล่อง มีหมูฝอยกับน้ำพริกและข้าวสวย แค่กินก็ฟินแล้ววว

ชิงไห่ 

นั่งมายาวนานจนรถไฟถึงสถานีนครซีหนิง เมืองเอกของมณฑลชิงไห่ ซึ่งเป็นมณฑลขนาดใหญ่บนที่ราบสูงทิเบต-ชิงไห่ มีความสูงเฉลี่ยกว่า 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีประชากรเบาบางเพียงประมาณ 5 ล้านคน ภูมิประเทศเป็นภูเขาและที่ราบสูง

เสน่ห์ของชิงไห่คือความรกร้างห่างไกล และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าเร่ร่อน

ซีหนิงเป็นเมือง Transit คือคนมักจะแวะผ่านเพื่อเปลี่ยนไปเส้นทางอื่น ๆ ทั้งที่เป็นเมืองใหญ่แต่การท่องเที่ยวไม่โตมาก ที่นี่มีแร่ธาตุเยอะ อุตสาหกรรมหลักจึงเป็นโรงงานถลุงแร่

ดูในรูปก็เห็นความเป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองอุตสาหกรรมได้ชัดเจนมาก

Xining from the plane

ไม่พูดมาก ถึงซีหนิงเราก็แค่แวะผ่านเพื่อไปขึ้นเครื่องบินต่อไปเฉินตูค่ะ

เฉินตู


แล้วก็กลับไปนอนโรงแรมเดิมที่คืนแรกเรามาคือ Intercontinental แพคกระเป๋าให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ทัวร์จะพากระเป๋าใหญ่เราไปเช็กอินให้ก่อนค่ะ

Day 8

เช้านี้ไม่เร่งรีบมาก ใช้เวลาละเลียดอาหารเช้าอลังการของโรงแรม

ถนนคนเดินจินลี่ (Jinli Street)

จากนั้นก็ไปแวะถนนคนเดินจินลี่ (Jinli Street) ถนนคนเดินที่จำลองบรรยากาศโบราณไว้ค่ะ แม้แต่สตาร์บัคส์ยังไม่หลุดธีม

ก็ชอปปิ้งสนุก ๆ ค่ะ มีทั้งชา หินทิเบต อัญมณี แผ่นสลักเจ้าหญิงจีนต่าง ๆ (ตั้งแต่เจ้าหญิงเหวินเฉิง มู่หลาน หยางกุ้ยเฟย) ตุ๊กตาเจ้าหญิง ตุ๊กตาจอมยุทธ พู่กันจีน มีสารพัด เพลินได้แผ่นประดับเจ้าหญิงทั้งสาม และหินนำโชคค่ะ

เดินเลยไปด้านหลังจะเป็นย่านของกินค่ะ เพลินไปไม่ถึงหรอกนะคะ แค่ชอปปิ้งก็หมดแรงแล้ว (ถูกดักด้วยของ ฮ่าๆๆ) ถ้าใครมาแล้วอยากตะลุยกิน แนะนำให้เดินผ่านร้านชอปไปได้เลย ให้มุ่งไปข้างหลังค่ะ

ประตูเข้าถนนคนเดินจินลี่ (Jinli Street)

จากนั้นเราก็ทานอาหารเที่ยง แล้วมุ่งหน้าสู่สนามบินเฉินตู ลัดฟ้ากลับประเทศไทยก็เป็นอันจบทริปทิเบต หลังคาโลกอย่างสวยงาม ประทับใจค่ะ

Summary
Tour price: 69,000 ฿
Pocket Money: 30,000  ฿ 
Food: Chinese food

Summary
เดินทางด้วยทัวร์ เพราะจะจัดการวีซ่าทิเบตได้ง่ายกว่าเราทำเอง

ค่าทัวร์อย่างดี 69,000 ฿ ที่ราคาสูงเพราะรวมค่าโรงแรมห้าดาว ค่าขนกระเป๋าขึ้นรถไฟ ขนกระเป๋าเช็กอินตามสนามบินให้ก่อนที่จะเดินทางไปถึง (เพื่ออำนวยความสะดวกและประหยัดเวลา) ค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางในประเทศจีน-ทิเบต 2 เที่ยว และค่าตั๋วรถไฟตู้นอน VIP ที่ราคาสูงค่ะ

พอคเก็ตมันนี่แล้วแต่คน แต่ขอเตือนว่าต่อให้ไม่คิดจะช้อปก็เสียเงินได้อยู่ดี เพราะมีของที่ระลึกน่าซื้อมากมาย และถ้าต้องการมองหาถังเช่า ยิ่งต้องเตรียมเงินไว้เยอะๆ (วงเงินบัตร) และถ้าให้ดีควรทำบัตรเครดิตแบบยูเนี่ยนเพย์ไว้ค่ะ เพราะที่ทิเบตแทบไม่รับ Visa, Mastercard เลย

อาหารจีนเป็นส่วนใหญ่ มีหม้อไฟสลับหลายมื้อ


จบแล้วค่ะ หากมีข้อสงสัยยังไงคอมเม้นต์มาได้ในโพสต์นี้เลยนะคะ หรือสามารถ
Email: ploenthejourney@gmail.com
Facebook: เที่ยวเพลิน – Wander the World (Fb.com/ploenwander)


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.