Siem Reab – Angkor Wat & Angkor Thom – ตะลุยเสียมราฐ ~ นครวัด-นครธม&ปราสาทขอมพันปี เที่ยวสบาย เก็บครบแบบชิลๆ

Trip: 4 days 3 nights
Location: Siem Reab
Route: City Sightseeing (Museums, Temples, City Centre) – Angkor Wat, Angkor Thom (Bayon, Preah Khan – Taprohm – Banteay Srei) – Phnom Kulen

ทริปเขมรครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจอยากชมนครวัดให้ได้สักครั้งในชีวิต และชมปราสาท วิหารเก่าแก่ต่าง ๆ อีกมากมายให้เป็นบุญตา จึงเป็นที่มาสู่ ทริปเที่ยวเสียมราฐ (Siem Reab) ชมนครวัดและปราสาท วิหารพันปี แบบชิล ๆ สบาย ๆ แต่เก็บครบที่ต้องการ

ออกตัวก่อนว่าทริปนี้ไม่ได้เน้นประหยัดสุดชีวิต หรือเน้นถูกสุด แต่เราเน้นให้ตัวคนเที่ยวสบาย ๆ ไม่ลำบากจนหมดสนุกเท่านั้นเองค่ะตามประสาคนขี้ร้อน เหนื่อยง่าย รักสบาย แต่ก็ชอบเที่ยว เพลินเที่ยวได้หลายแบบนะคะ แต่จะไม่ชอบเที่ยวถึกๆ ลุยๆ ก็ปรับไปตามสถานการณ์ค่ะ

ทั้งนี้ก็สามารถกะงบคร่าว ๆ ได้เผื่อเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ เพลินจะเล่าแทรกไปในทริป แต่จะมี สรุปงบและรายละเอียดที่พัก ตั๋วเครื่องบิน เส้นทาง และการเตรียมตัวอีกทีท้ายบล็อกได้นะคะ  จะได้เป็นไอเดียแพลนกันได้ค่ะ

Let’s get Started

ทริปนี้ตั้งใจมาเก็บนครวัด-นครธม และปราสาท วิหารต่าง ๆ รวมถึงเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตคนกัมพูชาด้วย จากที่หาข้อมูลมาสามารถจ้างตุ๊กตุ๊กหรือจ้างรถเป็นรอบ ๆ หรือเหมาก็ได้ ทั้งจากโรงแรมหรือหลายเจ้า

พวกเราจึงตัดสินใจตั้งแต่ตอนแพลนทริปว่าจะจ้างคนขับรถค่ะ เพราะไปหลายที่และค่อนข้างกระจายกัน  ทั้งเที่ยวในตัวเมือง เที่ยวโบราณสถาน และขึ้นเขาชมธรรมชาติ มีคนขับรถก็สะดวกสบายดี จะได้เซฟแรงด้วยไม่ต้องไปงมหาทาง หรือแบกของให้เมื่อย ทิ้งของบางส่วนไว้ในรถได้เวลาลงแต่ละที่ค่ะ

โชคดีเจอคนนำเที่ยวชื่อคุณสมหวังที่พูดภาษาไทยได้ชัด สื่อสารได้เป็นอย่างดี มีจิตใจบริการเป็นเลิศค่ะ ใครจะไปเที่ยวติดต่อคุณสมหวังได้ค่ะ (รายละเอียดอยู่ท้ายบล็อกค่ะ)

Airlines: Bangkok Airways
Hotel: Château d’Angkor La Residence
Booking via: Booking.com
Travel by: Van (Main), Walk (in historical & natural places), Tuk-Tuk

สมหวัง มีบริการทั้งรถตุ๊กตุ๊ก และรถตู้ เพลินเลยเลือกจองแบบรถตู้นะคะ เพราะมากันสามคนและอยากนั่งสบายเย็น ๆ มีพื้นที่วางข้าวของได้ค่ะ แล้วช่วงนี้หน้าฝน ก็ควรนั่งแบบรถตู้ค่า

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ร่ม: เพลินไปช่วงหน้าฝน (เดือนสิงหา ช่วงหยุดวันแม่ 10-13 สิงหา) อากาศร้อนแต่ไม่ทรมานมาก มีฝนตกเรื่อย ๆ ดังนั้นต้องเตรียมร่มไปด้วยนะคะ

2. รองเท้าสวมสบาย: ต้องเดินเยอะและสมบุกสมบันหน่อย ๆ พื้นจะเป็นดินแดง ฝุ่นควัน  ใครชอบผ้าใบอยู่แล้วก็โอเค แต่การแต่งตัวปกติเพลินไม่ค่อยเข้ากับผ้าใบเท่าไหร่ แต่ถ้าจะให้ใส่รองเท้าธรรมดาก็เดินไม่สบาย  เรื่องเดินสบายสำคัญมากๆ นะคะก็เลยเลือกรองเท้าหุ้มส้นหน่อย ๆ เสริมพื้นเดินสบายคล้าย ๆ ผ้าใบ… แต่รูปร่างหน้าตาก็ให้มันโอเค เข้ากับได้หลาย ๆ การแต่งกาย ก็เลยเลือกรองเท้าสเกตเชอร์ค่ะ

3. ทิชชู่เปียก: ยี่ห้ออะไรก็ได้ พกไปค่ะ เพราะฝุ่นควันเยอะมาก ไว้เช็ดมือเช็ดหน้าระหว่างทาง

4. หมวกกันแดด /แว่นกันแดด/ เสื้อคลุมแขนยาว: กันแดด กันแมลง พกไว้เถอะค่ะถึงใครจะไปเที่ยวหน้าหนาว แดดเค้าใช่ย่อย

5. สเปรย์กันยุง หรือลูกกลิ้งพกพาสำหรับกันแมลง: ไม่ว่าสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์หรือธรรมชาติก็มียุง แมลงเยอะเหมือนกัน ถ้าโดนกัดแล้วคันบวมจะได้ทาได้ค่ะ (เพลินทาหลังโดนกัดทันที โอเคเลย)

6. เปิดโรมมิ่งมา หรือ ซื้อ Sim2fly ของ AIS ไม่แนะนำ Travel Sim ของ True นะคะ เพราะไม่มีสัญญาณ ดับสนิทค่ะ เอาไปใช้มาหลายประเทศสัญญาณโอเค แต่กัมพูชาไม่รอดค่ะ แนะนำเปิดโรมมิ่งก็ชัวร์ดีค่ะ เผื่อมาเจอสัญญาณดับอย่างเพลิน มีเนตไว้ตั้งแต่ลงเครื่องมาอุ่นใจดี เวลาเกิดปัญหาอย่างน้อยจะได้โทรติดต่อขอความช่วยเหลือได้ แล้วค่อยไปซื้อซิมท้องถิ่นที่นั่นอีกทีค่ะ เพลินก็ซื้อซิมท้องถิ่นที่นั่นค่ะ เนตแรงดี

มาลุยกันค่ะ

Day 1

วันแรกก็ไม่ค่อยจะนับเท่าไหร่เพราะเป็นวันเดินทาง เพลินเลือกเดินทางตอนเย็นจะได้ไปถึงกัมพูชาหัวค่ำ เข้าโรงแรมก็จะได้นอนเลยพักผ่อนเอาแรง เที่ยวพรุ่งนี้จะได้เฟรช ๆ หน่อย

สายการบินที่เลือกเลยเลือก Bangkok Airways (บางกอกแอร์เวย์) จะได้ที่นั่งสบายหน่อย ไฟลต์ PG 909 18. 45 ไปถึงเสียมราฐ 19.55 น.  เดินทาง 1 ชั่วโมงสะดวกมาก เวลาที่นู่นเท่าที่ไทยเลยค่ะไม่ต้องปรับอะไร พอไปถึงสนามบินเสียมราฐ ผ่านขั้นตอนตม. แป๊บ ๆ ก็ออกมา เรานัดหมายกับโรงแรมว่าจะส่งรถมารับ บอกไฟลต์เรียบร้อย แต่พอออกมาตามหากันไม่เจอ ซิมทรูทราเวลก็ทำพิษอีก ไม่มีสัญญาณค่า… โชคดีที่พี่สาวเปิดโรมมิ่งมาเลยโทรหาโรงแรม ปรากฏว่าคนขับเพิ่งมาถึงตอนโทรพอดี

แนะนำ โดยเฉพาะถ้ามาถึงค่ำอย่างนี้ ตอนจองโรงแรมให้เลือกโรงแรมที่มีบริการมารับที่สนามบินก็จะสะดวกดีค่ะ เพราะมีกระเป๋าลากกัน กระเป๋าสะพายอีก ขึ้นรถโรงแรมให้จบ ๆ ไปสะดวกมากๆ แล้วบริการนี้ก็รวมอยู่ในค่าโรงแรม คุ้มดีค่ะ

คนขับรถโรงแรมพูดภาษาอังกฤษดีมาก ระหว่างทางมีการชวนคุยแบบเป็นธรรมชาติ โรงแรมอยู่ใจกลางเมือง ห่างจากสนามบินประมาณ 15 นาที ชื่อโรงแรม Château d’Angkor La Residence (เดี๋ยวจะมารีวิวโรงแรมละเอียด ๆ อีกที แต่ดีมาก) พอมาถึงพนักงานออกมาต้อนรับอย่างราชา มีหนุ่มน้อยกะกลางคืนชื่อ “ซิง” เช็กอินให้ แนะนำอาคารห้องพักต่าง ๆ ในโรงแรมอย่างละเอียดและเอาใจใส่ เห็นความเป็น Professional มากๆ และมี Service Mind ดีเยี่ยม เห็นชัดว่าได้รับการเทรนมาอย่างดี

เพลินจองห้อง Suite แบบสองห้องนอน มากันสามคนค่ะ จะได้อยู่กันสบาย ๆ ราคาต่อคืนไม่แพงเลยถ้าเทียบกับขนาดห้องและเซอร์วิสในห้อง คิดเป็นเงินไทยอยู่ประมาณ 8-9,xxx ฿ แปดเก้าพันสำหรับสามคืน สามคน ได้ห้องใหญ่เว่อร์ โลเคชั่นดีขนาดนี้ คุ้มค่ะ

2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีครัว เครื่องซักผ้า เตารีด ห้องนั่งเล่น โต๊ะกินข้าว ระเบียง

 

ระเบียงติดสวนด้านหลัง สวยและชิลสุด ๆ

hotel008

นอนพักผ่อนเอาแรงกันค่ะ Wifi โรงแรมก็มีแต่ไม่ค่อยแรงค่ะ
ระหว่างนี้เราก็ติดต่อคุณสมหวัง คนนำเที่ยวของพวกเราทางไลน์ค่ะ นัดหมายกำหนดการณ์พรุ่งนี้ให้เรียบร้อย สมหวังจะมารอพวกเราที่โรงแรมตอนเก้าโมงเช้าค่ะ

DAY2

เราตื่นกันราวเจ็ดโมงครึ่ง อาบน้ำล้างหน้า แต่งตัว และออกมาทานอาหารเช้าโรงแรมแบบบุฟเฟต์ค่ะ เก้าโมงเราก็ได้เจอสมหวังตัวเป็น ๆ ครั้งแรกสักทีหลังจากที่คุยผ่านไลน์มาตลอด ก่อนหน้านี้คุยกันมาแล้วว่าอยากไปที่ไหนบ้าง แพลนเป็นยังไง และมาตกลงวางแผนกันอีกทีเพื่อความเข้าใจตรงกัน ก็สรุปได้ว่า วันแรกนี้เราจะเที่ยวในตัวเมืองก่อน เน้นวัดวาอาราม เปิดทริปด้วยการไหว้พระก็เป็นการเริ่มต้นมงคลดีนะคะ

แล้วตอนเย็นก็ค่อยไปเดินเล่น Pub Street ในเมืองค่ะ

ที่เราไม่ไปนครวัดวันนี้เพราะบัตร Pass เข้านครวัด-นครธม ต้องซื้อตอนเย็นแล้วใช้ในวันรุ่งขึ้นค่ะ (เมื่อวานเรามาถึงค่ำค่ะ จะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นนครวัดก็ไม่ทัน เราเลยต้องรออีกวันค่ะ) วันนี้ก็เที่ยวสนุก ๆ แบบออมแรงกันก่อน

สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนคือไปซื้อซิมค่ะ ราคา 2$ เติมตังค์อีก 2 $ ได้แพคเกจเนต 20 GB เลยค่ะ สมหวังพาไปซื้อและช่วยพูดคุยให้ค่ะ รอดตายแล้ว หลังซิมทรู ทราเวลทำพิษไม่มีสัญญาณ จากนั้นก็เริ่มเที่ยวกันค่ะ

สมหวังแนะนำให้ไปดูศูนย์หัตถกรรมของเสียมราฐ สาธิตการเลี้ยงตัวไหม กรรมวิธีกว่าจะได้ไหมแต่ละเส้น ไปจนถึงกระบวนการถักทอจนออกมาเป็นผ้าไหม

Artisan Angkor Cambodian Fine Arts & Crafts

artisan001

artisan002

จากสองข้างทางร่มรื่น ก็ขึ้นเรือนไม้ที่เลี้ยงหนอนไหมค่ะ บางส่วนจะปิดไว้เพราะมีนักท่องเที่ยวจีนชอบไปแตะ ค้น ทำลายนอนไหม รังไหมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ค่ะ แต่ก็พอให้เราเห็นหนอนไหมอย่างใกล้ชิดแล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่กินใบหม่อน จนเป็นดักแด้รังไหม ไปจนถึงสกัดดึงเส้นไหมออกมาถักทอ

artisan003

artisan004

artisan005

artisan006

artisan007

artisan008

artisan009

Killing Fields (Wat Thmey) ทุ่งสังหาร

ต่อมาเรามาแวะที่ Killing Fields อนุสรณ์สถานของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายทารุณที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในยุคเขมรแดงคอมมิวนิสต์เมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้นำเป็นกลุ่มทหารโหด เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินชื่อ “พล พต” หัวหน้ากลุ่มเขมรแดง (Kmer Rouge – มาจากภาษาฝรั่งเศส เป็นชื่อเรียกเขมรแดงค่ะ) มาบ้าง อันที่จริงไม่ได้มีแต่พลพตเท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่เป็นแกนนำในการสังหารโหด ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ใช้แรงงานทุกคนไม่เว้นเด็ก-ผู้ใหญ่ หญิงหรือชาย ปกครองแบบอัตคัดยากแค้น เลี้ยงเด็กให้จับปืนฆ่าคนตั้งแต่รู้ความ

สมหวังเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่เล่ามาอีกทีว่าสมัยนั้นโหดร้ายมาก พวกทหารเขมรแดงฆ่าคนง่ายดาย แล้วฆ่าทรมานด้วยนะ ไม่พอใจอะไรก็ฆ่า คนตายเป็นใบไม้ร่วง หลักฐานก็คือจำนวนหัวกะโหลกมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน เก็บกันไม่หวาดไม่ไหว และได้บรรจุอยู่ใน ณ ที่นี้อย่างที่เราเห็น

kf002

kf001

มีภาพและข้อความติดบอร์ดสะท้อนเหตุการณ์อันโหดร้ายสะเทือนขวัญให้คนรุ่นหลังได้เห็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ถึงเศษเสี้ยวของความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็ตาม

เพลินไปอ่านเพิ่มเติม นอกจากการฆ่าให้ตายแบบทรมานแล้ว พวกเขมรแดงยังมี “คุกนรก” สำหรับใช้ทรมานรีดความลับอีกต่างหาก ว่ากันว่าอำมหิตชนิดที่คุกยุคกลางยังต้องอาย (เค้าว่ายังงั้น) เมื่อทรมานจนหนำใจจึงจะพาไปฆ่าอย่างทรมานต่อ

หดหู่จังเลยค่ะ น่าเศร้าด้วย ใครอยากอ่านเพิ่มเติมลองหาอ่านดูได้นะคะ เพลินก็ไปอ่านเพิ่มมาเหมือนกัน แต่ไม่อยากเล่าเยอะในบล็อกเดี๋ยวจะกลายเป็นห่อเหี่ยวหดหู่กันเปล่า ๆ

kf003

ตรงนี้เป็นส่วนวัดค่ะ

kf

kf004.jpg

Killing Fields เข้าฟรีไม่เสียเงินนะคะ

Lunch

พอเริ่มหิว เลยถามสมหวังว่าทานที่ไหนดี สมหวังก็เลยพามาทานที่ร้าน NEARY KHMER ร้านตกแต่งสวยงาม พอเข้าไปปุ๊บรู้เลยว่าเป็นร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว และได้ยินเสียงภาษาไทยมาจากหลายโต๊ะ แต่เราก็อยากรู้นี่เนอะว่าอาหารท้องถิ่นเป็นยังไง + หิวแล้วก็เลยโอเค

อาหารเขมรก็คล้ายอาหารไทยหลายอย่างเลย แต่รสชาติไม่เหมือนกันซะทีเดียว เช่น แกง ข้าวผัด ปอเปี๊ยะสด ต้มยำ ไก่สะเต๊ะ

แต่ราคาก็เอาเรื่องนะคะ อยู่ราว ๆ 6-9 $ เลยค่า รสชาติก็กลาง ๆ ไม่ได้ว้าวมาก แต่มานั่งเย็น ๆ หลบร้อนก็ดีค่ะ

lunch000

วัดพระเจต พระจอม

ต่อมาเราก็ไปไหว้พระต่อค่ะ ไปที่วัดพระเจตพระจอม ว่ากันว่าทรงเป็นพี่น้องกันค่ะ และเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเสียมราฐเลื่อมใสเป็นอันมาก วันที่เพลินไปคนแน่นเต็มวัดเลย และตอนนี้ฝนตกแล้วค่ะ เริ่มจากตกปรอย ๆ เรายังพอใช้หมวกบังได้อยู่ค่ะ

แต่พอเข้าวัดก็ต้องถอดหมวกนะคะ  และมีที่ถอดรองเท้าที่เหมือนต้องเสียเงินด้วยค่ะ แต่สมหวังจ่ายไปให้ สงสัยรวมกับค่าทัวร์ค่ะ

พอเข้าไปสักการะองค์พระด้านใน สมหวังสอนให้เดินขึ้นไปจากด้านข้าง ยกมือไหว้ และเอามือทาบที่พระหัตถ์องค์พระค่ะ

prajet001.jpg

prajet003

คุณลุงขอทานผู้ร่าเริงคนนี้ สมหวังเล่าให้ฟังว่าจิตใจดี สนุกสนาน แม้นักท่องเที่ยวบางคนจะกลัวเขา แต่เขาไม่มีอะไรค่ะ และให้สังเกตว่าบริเวณนี้ไม่มีขอทานเลยเพราะใกล้เขตพระตำหนัก เค้าจะไม่ให้มีขอทานหรือคนเร่ร่อนแถวนี้ แต่ลุงคนนี้ได้รับสิทธิพิเศษจากเจ้าชายให้ขอทานในบริเวณนี้ได้ เหตุเพราะเจ้าชายเคยมาสักการะพระที่วัดนี้ ได้พบคุณลุงคนนี้แล้วชอบใจ ถูกอัธยาศัยก็เลยให้คุณลุงคนเดียวที่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่ค่ะ

prajet002

Wat Preah Prohm Rath

จากนั้นก็ขึ้นรถไปวัด Preah Prohm Rath  ไม่รู้ภาษาไทยเรียกยังไง  สมหวังเล่าว่าวัดนี้เป็นวัดคนรวยค่ะ คนรวยชอบมาทำบุญที่นี่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันค่ะ ดูไปรอบ ๆ วัดก็สวยงามสงบแบบเรียบง่ายดีนะคะ คนไม่เยอะพลุกพล่าน หรือว่าเพราะฝนตกก็ไม่รู้ค่ะ

ใช่ค่ะ ตอนนี้ฝนตกหนักมาก วิ่งเข้าวัดกันแทบไม่ทัน

จุดเด่นของวัดนี้คือเราจะเห็นเรือจำลองอยู่ด้านหน้า มีตำนานเล่าว่ามีพระพายเรือไปบิณฑบาต แต่จระเข้จะมาลากลงน้ำแต่ลากไม่ได้ด้วยพุทธานุภาพ

วัดตกแต่งเรียบง่าย ไม่หวือหวา ไม่บอกไม่รู้ว่าวัดนี้วัดคนรวย แต่เพลินชอบนะคะ สงบดี และมีพระนอนอยู่ด้านหลังองค์พระประธานด้วยค่ะไปกราบไหว้เป็นมงคลได้ นอกจากนี้ยังมีองค์พระเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเก่าให้ได้ยลเป็นบุญตา เก่าที่ว่านี่เก่าเป็นพันๆ ปี หลายองค์เศียรหาย น่าเสียดายมากๆ เลยค่ะ

เพลินชอบเดินดูองค์พระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ที่นี่มากเลยค่ะ หากมีโอกาสอยากให้ลองไปไหว้ไปชมกันนะคะ อยู่ด้านหลังพระประธานค่ะ

watpreahprohmrath002

watpreahpromrath003.jpg

watpreahprohmrath001

ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ดีที่โปรแกรมวันนี้เราหลวม ๆ อยู่แต่ในเมืองก็พอดีค่ะ ได้เวลาไปซื้อบัตร Pass สำหรับเข้านครวัด-นครธม (Pass จะใช้เข้านครวัด นครธม วัดและปราสาทในเครือค่ะ) Pass ที่ซื้อเย็นวันนี้จะใช้ได้ในวันรุ่งขึ้นค่ะ ด้วยความที่เราจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด เลยต้องมาซื้อ Pass ตอนเย็นค่ะ
เคยหาข้อมูลว่าเค้าจะเปิดขายตอนห้าโมงเย็น แต่เพลินไปราว 16.00 เค้าก็เปิดแล้วนะคะ

สถานที่ขาย Pass อยู่ในละแวกตัวเมืองนี่แหละค่ะ สมหวังขับพาไป ดีนะที่เราเลือกรถตู้ เพราะฝนเทกระหน่ำลงมาหนักมาก และสมหวังก็ดีมากมีร่มให้พวกเราคนละคันเลย ตอนลงรถเข้าอาคารไปซื้อ Pass ก็ได้ใช้ร่มเลยค่ะ ร่มที่เค้าเตรียมให้แข็งแรงกว่าร่มพับของเพลินมาก

Ticket

เพลินเลือกซื้อ Pass แบบ 1 วัน (One-Day Pass) เพราะทริปนี้ได้เที่ยวจริงสามวัน วันที่จะเก็บพวกอุทยานประวัติศาสตร์ที่ต้องใช้ Pass ก็กระจุกอยู่วันเดียว แต่ถ้าใครมีเวลาหรือมีแพลนต่างออกไป อยากจะค่อย ๆ เก็บสถานที่ก็อาจลองเลือกพาสแบบสามวัน หรือเจ็ดวันก็ได้ค่ะ

เคยหาข้อมูลมาว่าพาสหนึ่งวันราคายี่สิบกว่าเหรียญ แต่สงสัยนานมาแล้ว เพราะเอาเข้าจริง 37 $ ค่ะตามในรูปเลย และจะมีการถ่ายรูปด้วย ดังนั้นก็เตรียมหน้าให้พร้อมถ่ายนะคะสำหรับสาว ๆ และเก็บดี ๆ อย่าให้หาย เพราะในวันที่เข้าชมจะมีการตรวจพาสตลอดค่ะ และระวังอย่าให้เปียกน้ำค่ะ เตรียมซองกันน้ำมาเผื่อก็ดีค่ะ

สรุป: One-day Pass 37 $/ person (Price purchased on 11 August 2018)

ticket001.jpg

 

ซื้อพาสเสร็จก็กลับไปพักที่โรงแรมก่อน เพราะฝนตก ไปไหนก็ไม่ได้ค่ะ ตอนเย็นค่อยไปเดินเล่น Pub Street ที่เหมือนย่านถนนคนเดินสำหรับนักท่องเที่ยว เ

ตอนนี้ก็บ๊ายบายสมหวังก่อน แล้วนัดหมายกันว่าพรุ่งนี้สมหวังจะมารับที่โรงแรมตอน 5.00 เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดค่ะ

ระหว่างนี้เราก็มาเอ็นจอย Facilities ในโรงแรม เดินเล่นชมสวน กับนั่งเล่นริมสระว่ายน้ำ ตอนนี้ฝนเริ่มหยุด พอให้ออกไปชิลได้ค่ะ แต่ไม่ได้เอาชุดว่ายน้ำมาก็เลยได้แต่เดินเล่นดูคนว่ายน้ำเอา

Note: สมหวังเล่าว่าเมืองเสียมราฐออกกฎให้โรงแรมต่าง ๆ ตั้งชื่อให้มีสกุล “อังกอร์” ด้วย เราจึงจะเห็นโรงแรมส่วนใหญ่มีคำว่าอังกอร์หมด อย่างโรงแรมที่เพลินอยู่ก็ชื่อ ชาโต้ อังกอร์ ลา เรซิดองซ์ (อ่านแบบฝรั่งเศส)

hotel008

hotel009

จากนั้นได้เวลาไป Pub Street ละ เราจะไปเดินเล่นกับทานอาหารเย็นกันที่นั่นค่า

Pub Street

อยู่ใจกลางเมือง ไม่ไกลจากโรงแรม เดินก็ได้ (แต่ไกล) ถ้านั่งตุ๊กตุ๊ก หรือสามล้อ เที่ยวละ 2 $ ค่ะ สมหวังบอกว่าถ้ามีใครเรียกเกินกว่านี้ให้ปฏิเสธไป เพราะเรทคือ 2 $ ค่ะ

เราก็เรียกจากหน้าโรงแรมเลยค่ะ ยืนยันที่เรทสองเหรียญ

pubstreet002

ย่านนักท่องเที่ยวที่แท้ทรู คนเยอะมาก มีแต่ฝรั่ง คนจีน คนไทย

pubstreet001

ตอนนี้ฝนหยุดแล้วก็ถ่ายรูปตัวเองได้ (เกี่ยวมั้ย ฮ่าๆ)

pubstreet004.jpg

มาฟังเค้าแนะนำ Pub Street หน่อย เขินๆๆ ยังเขินกล้องอยู่

 

หลังจากทานอาหารที่ร้าน Temple (อาหาร Local & Fushion) ออกมาฟ้าก็เริ่มมืด เราก็มาเดินตะลุยของหวานดีกว่า เค้าดังไอติมค่ะที่นี่

 

 

เซอร์เวย์หลายร้านเลยมาหยุดที่ร้านไอติมแผ่น ชื่อ Fried Ice Cream Roll ค่ะ หนุ่มคนขายมีความเขิน สาวรุมซื้อเยอะ แถมเรายังขอถ่ายนางอีกต่างหาก

pubstreet007

 

 

เดินเล่น กินไอติม ชมบรรยากาศกลางคืนที่ Pub Street เสร็จ พวกเราก็แวะเซเว่นซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่อีก2 ขวดกลับโรงแรมค่ะ ที่โรงแรมมีให้ 2 ขวด ซึ่งไม่พอ มาเที่ยวต้องหาโอกาสดื่มน้ำเยอะๆ นะคะ

จากนั้นก็เรียกตุ๊กตุ๊กซึ่งมีมากมายเรียงรายหน้าเซเว่น ตอนแรกเรียกสามเหรียญ พอไม่ไป จะยืนกรานที่สองเหรียญก็เลยยอมค่ะ

เรทสองเหรียญนี่คือจากโรงแรม (โรงแรมกลางเมือง) ไป Pub Street นะคะ ถ้าใครอยู่โรงแรมไกลๆ ใช้เรทนี้ไม่ได้น้า

แล้วเราก็กลับโรงแรมพักผ่อนค่ะ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าไปชมพระอาทิตย์ขึ้น สมหวังจะมารับตีห้า

เพลินตรวจเช็กพยากรณ์อากาศ พระอาทิตย์จะขึ้น 5.50 น. ซึ่งสมหวังบอกว่าออกตีห้านี่กำลังดี แต่ที่น่ากังวลคืออาจมีฝนตกได้ระหว่างวัน

คุยกับสมหวังว่าถ้าฝนตก ก็จะไม่ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้น ดังนั้น ถ้าตื่นมาแล้วฝนตกให้หลับต่อ สมหวังค่อยมารับตอนเจ็ดโมงครึ่งแทน เราก็ลุ้นกันไป

อ้อ อย่าลืมบอกโรงแรมด้วยนะคะว่าให้แพคอาหารเช้าใส่กล่องให้ด้วยค่า เพลินแจ้งพนักงานให้เค้าเตรียมไว้เรียบร้อยค่ะ

DAY 3

เย่ เพลินตื่น 3.45 น. ง่วงมาก แต่ดีใจที่ฝนไม่ตก อาบน้ำแต่งตัว เตรียมของให้พร้อม และออกไปรับอาหารกล่องที่ฟรอนท์โรงแรม จากนั้นก็ขึ้นรถสมหวังที่มาตีห้าพอดีเป๊ะ

นั่งรถกันมาถึงเขตนครวัดราว 5.20 น. กำลังชิลๆ สมหวังอธิบายว่าตัวเองไม่มีไลเซนส์ไกด์ (ใบอนุญาตมัคคุเทศก์) ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าไปบรรยาย อธิบายเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหรือนำเที่ยวในเขตปราสาทต่าง ๆ (ที่ใช้ Pass) ได้ ดังนั้น พวกเราสามคนจะต้องเข้าไปเอง เมื่อชมเสร็จแล้วออกมาทางเดิมเขาจะจอดรถรออยู่ในลานจอดที่ดรอปพวกเราตรงนี้แหละ

สมหวังบอกว่าเสียดายมาก อยากเรียนมัคคุเทศก์ เพราะจะได้เรียนประวัติศาสตร์เต็มๆ สามารถนำเที่ยวได้สมบูรณ์แบบ เรียกว่าจ้างสมหวังแล้วคุ้ม ไม่ต้องหาไกด์ประวัติศาสตร์เพิ่ม แต่ถูกกีดกันไม่ให้เรียน (ไม่รู้ทำไม ไม่กล้าถาม)

สมหวังเป็นคนจิตใจดี มีใจรักบริการ และรักคนไทยมากๆ เพลินก็เสียดายแทนที่เขาไม่ได้อบรมมัคคุเทศก์อย่างที่เขาต้องการ แต่เท่านี้ก็ดีมากแล้ว เขาพาพวกเราไปวัด ไปสถานที่นู่นนี่และอธิบายความเป็นมาต่าง ๆ ได้ดียอดเยี่ยมมาก ๆ ตั้งใจอธิบาย ตั้งใจบริการ เห็นได้ชัดว่าเขาภูมิใจในประเทศของเขามาก ๆ เลย

Angkor Wat

จากจุดจอดรถ เราเดินเข้าไปอีกพอสมควรกว่าจะเข้าถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และสังเกตมหาชนที่ล้อมบาราย (สระน้ำ) ค่ะ เราต้องแย่งชิงวิวถ่ายรูปกับคนกลุ่มนี้ จะไหวไหมนี่

ตอนนี้เพลินตื่นเต้นมาก พอได้เห็นนครวัดใต้แสงสลัวแห่งรุ่งอรุณตั้งตระหง่านน่าเกรงขาม

angkor_puck001

พระอาทิตย์ขึ้นแล้ววววววววววววววว แต่ไม่สามารถถ่ายรูปตอนแสงส่องได้อย่างที่ใจต้องการ คนเบียดแน่นเว่อร์ แต่เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ตื้นตันใจ น้ำตาไหล

angkor_iphone001

ได้มาเยือนแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

อย่างที่เขาว่ากันว่า See Angkor Wat and Die

ต้องมาเห็นสักครั้งในชีวิตเนอะ

angkor_iphone007

angkor_iphone003

angkorwat002

angkorwat001

แมวน้อย

angkorwat003

ความใหญ่โตอลังการของนครวัดต้องไปดูด้วยตาตัวเองถึงจะบรรยายความยิ่งใหญ่ได้ และจะอินยิ่งขึ้นหากเรารู้ข้อมูลมาก่อนบ้าง รู้ประวัติศาสตร์ที่มาบ้าง เวลาไปเห็นจะอินกว่าไม่รู้อะไรเลยนะคะ (เห็นหลายคนไปดูแล้วรู้แต่ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แล้วก็จบละ น่าเสียดายแทนมากๆ)

อ่ะๆ มาฟังเพลินหัดเล่าความเป็นมาสักหน่อย
นครวัด (Angkor Wat) สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 1696-1693  ก็ประมาณเกือบพันปีมาแล้ว สร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ จึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ผิดกับเทวาลัยแบบอื่น
เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นตามคติฮินดูที่มีเขาพระสุเมรุและเกษียรสมุทรล้อมรอบ เราจึงเห็นบารายหรือสระน้ำล้อม ต่อมาในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เปลี่ยนไปนับถือพุทธคติมหายาน และต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นฮินดูไศวนิกาย (นับถือพระศิวะ)จากเมื่อก่อนที่เป็น ไวษณนิกาย (นับถือพระวิษณุ) เราจึงจะเห็นคติความเชื่อหลายประการในนครวัด

กว่าจะเป็นปราสาทนครวัดนั้นไม่ง่าย อาศัยการวางแผนผังโครงสร้างอย่างละเอียด แสดงถึงภูมิปัญญาและความรู้เชิงวิศวกรรม, สถาปัตยกรรมขั้นสูง และที่สำคัญคือศรัทธาสูงสุด เพราะการก่อสร้างนครวัดต้องใช้แรงงานคนนับแสน แรงงานช้างเป็นหมื่นเชือก ขนและชักลากหินจากเขาพนมกุเลน (ที่เราจะไปกันวันพรุ่งนี้) ที่อยู่ไกลออกไปราว 50 กิโลเมตร ต้องใช้หินปริมาตรหลายล้านลูกบาศก์เมตร มาสร้างปราสาทนครวัด

ว่ากันว่าใช้แรงงานหลายล้านคนในการสร้างนครวัดเลยค่ะ

 

 

 

Tips for Photo Shooting: เลือกมุมกลางแต่เดินถอยห่างออกมาที่ต้นตาลสูงอย่างในรูป จะเห็นนครวัดทั้งหมดแบบไม่ต้องเสียอารมณ์แย่งชิงพื้นที่กับคนค่ะ แล้วเลือกถ่ายแบบ Panorama ช้อนขึ้นแบบนี้ค่ะ

เคล็ดลับนี้ได้มาจากสาวท้องถิ่นที่ขายอาหารบริเวณนั้น นางแนะนำตัวว่าชื่อเลดี้กาก้า ตอนแรกที่นาง approach อาสาถ่ายรูปให้เราก็เกร็ง ๆ กลัวจะมาขอเงิน แต่นางรีบชิงบอกก่อนว่า for free สาวกาก้าแนะนำมุมถ่ายดี ๆ กับเทคนิคถ่ายด้วยไอโฟนให้สวยให้หลายมุมเลยค่ะที่จะทำให้เราได้รูปกับนครวัดในมุมที่ได้ครบ และไม่ค่อยซ้ำใครค่ะ เรียกได้ว่าเพลินเก็บกล้องตัวเองไปเลยทีเดียว ใช้ไอโฟนก็ได้สำหรับมุมแบบนี้

แต่ด้วยความเป็นรูปเดี่ยวซะเยอะ เดี๋ยวเพื่อน ๆ จะเลี่ยนเบื่อหน้าซะก่อน เพลินเลยเอารูปจากน้องกาก้ามาลงแค่สองรูปค่ะ คือรูปกับต้นตาลรูปนี้ และรูปริมบารายที่จะเห็นเงานครวัดสะท้อนในน้ำทั้งหมดค่ะ

angkor_iphone002

ถ่ายเองตั้งนานไม่ได้มุมแบบนี้ กาก้ามาแป๊บเดียวได้เลย แถมถ่ายด้วยไอโฟน เพราะนางรู้มุมค่ะ ดีงาม

angkor_iphone007

คือมุมดีงามค่ะ ใครไปเที่ยวนครวัด ถ้าคุณเจอสาวกาก้าอย่าเมินนางค่ะ นางดี หลังจากนั้นเราก็เลยอุดหนุนเครื่องดื่มในร้านนางสักหน่อย และถือโอกาสแกะกล่องอาหารเช้าจากโรงแรมไปด้วย

หลังจากถ่ายวิวอลังการด้านนอกจนหนำใจแล้วก็ได้เวลาลุยข้างในกันค่ะ

เอาล่ะค่ะ เตรียมเข้าไปกันได้เลยยย ตื่นเต้นมากกกก

angkorwat004

angkor_iphone004

 

angkor005

angkor_iphone005

angkor_iphone006

ภายในนครวัดมีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน และเพราะไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน ยังเป็นราชธานีด้วย อาณาบริเวณจึงกว้างใหญ่ไพศาล มีความยาว 1.5 กิโลเมตร กว้าง 1.3 กิโลเมตร รวมพื้นที่ 1,219 ไร่ หรือราว 200,000 ตารางเมตร มีแผนผังที่ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติฮินดู คือเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล คูน้ำล้อมรอบตามแบบมหาสมุทรล้อมเขาพระสุเมรุ

กำแพงชั้นนอกรอบปราสาทแสนสุดอลังการด้วยงานสลักหิน เหนืออื่นใดคือภาพเล่าวรรณคดี รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดคือรูปเทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ รวมถึงนางอัปสร หรืออัปสรา 1,635 นาง ที่ทั้งหมดทรงเครื่องและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย และมีภาพจำหลักหินด้านหนึ่งเป็นภาพกองทัพสยามที่ส่งไปช่วยรบกับพวกจาม เคยมีอักษรจารึกกำกับเหนือภาพไว้ว่า “สยำ กุก” (ปัจจุบันถูกเอาออกไปแล้ว) สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงทัพสยามจากลุ่มแม่น้ำกก คือเชียงราย เชียงแสน หรือจากสุพรรณบุรี

(ข้อมูลส่วนตัวเอียงนี้อ้างอิงจาก http://www.siamganesh.com)

angkowat006

angkorwat017

angkorwat008

angkorwat009

ชอบรูปปั้นนางอัปสรมาก

angkorwat010

angkor_puck002

 

ถ้าขึ้นไปชมยอดพระปรางค์ข้างบนต้องถอดหมวกด้วยนะคะ เค้าจะจัดคิวไว้ค่ะ

บันไดทางขึ้นชันมาก

angkorwat016

angkorwat012

นางอัปสรสวยมาก ว่ากันว่าเครื่องทรงไม่เหมือนกันสักองค์
ว่าแต่ใครมือบอนไปเติมปากนางอัปสรเป็นสีชมพูกันนี่

angkorwat014

angkorwat015

angkorwat013

เพลินชอบจริง ๆ

angkor_puck004

angkor_puck003

อ่ะๆ มาฟังคลิปอธิบายนครวัดด้านในกันค่ะ

 

Note: แอบฟังไกด์อธิบายให้ฝรั่งฟัง เค้าเล่าว่าคำว่าอังกอร์วัด จริงๆ มาจากคำว่า “นง กอร์” ซึ่งแปลว่า นคร หรือเมือง นงกอร์ วัด ก็หมายถึงนครแห่งวัดมากมาย แต่ทีนี้พอคนฝรั่งเศสมาเรียกก็เลยเพี้ยนไปเป็น “อังกอร์”
อ่อ อย่างนี้นี่เอง ก็สงสัยตั้งนานว่า นคร มาเป็น อังกอร์ได้ยังไง

 

angkor_iphone002

อิ่มเอมกับนครวัดแล้วเราก็จะไปนครธมต่อค่ะ ในเขตนครธมจะมีปราสาทในเครือหลายแห่งด้วยกัน และใช้ Pass ทั้งหมดค่ะ ต้องเก็บไว้ดี ๆ นะคะ

พวกเราเดินย้อนออกมาเจอสมหวังที่เดิมและขึ้นรถไปต่อที่นครธม ชมปราสาทบายน กับปราสาทอื่น ๆค่ะ

Angkor Thom

พอเข้าเขตนครธม เราก็ต้องลงรถก่อน สมหวังจะไปรออีกด้าน ให้เราได้เดินผ่านสะพานนาคราช ที่แบ่งเป็นสองฝั่งคือเทวดากับยักษ์ยื้อยุดพญานาคกันอยู่ จะเห็นว่าบางส่วนเศียรหายไป โดนตัดไปขาย น่าเสียดายและน่าเศร้ามากๆ เลยนะ

พ้นสะพานก็ผ่านเข้าสู่ประตูเมือง เดินออกไปอีกหน่อยก็ขึ้นรถต่อ สมหวังขับพาเราไปถึงปราสาทบายน และเนื่องจากเป็นจุดอับสัญญาณหน่อย ๆ (แต่เพลินยังพอมีสัญญาณ เนตแรง อิอิ) สมหวังเลยนัดว่าให้ออกมาทางเดิม อย่าไปออกอีกทางนะ

bayon010.jpg

Bayon

ปราสาทบายนสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่นับถือพุทธแบบมหายาน สมัยนั้นพวกจามบุกขอม เลยต้องย้ายเมืองหลวงมาที่ “พระนครหลวง” แล้วสร้างนครธมขึ้นโดยมีปราสาทบายนเป็นศูนย์กลาง ปราสาทโดดเด่นโดยพระพักตร์ 4 ด้านบนยอดปรางค์แต่ละองค์ แม้จะถกเถียงกันว่าเป็นพระพักตร์กษัตริย์องค์ใด แต่โดยมากเชื่อกันว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั่นเอง เพราะทรงถือว่าเป็นองค์อวตารของพระพุทธเจ้า (ตามคติพุทธมหายาน)

สมัยเรียนเพลินจำได้ว่าอาจารย์บอกให้สังเกต “ยิ้มแบบบายน” วันนี้ได้เห็นกับตา พระพักตร์บนยอดปรางมีรอยยิ้มปริศนา ทั้งอบอุ่น ใจดี และมีเล่ห์กล แต่สำหรับเพลินเพลินว่าอบอุ่นดีค่ะ ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น ขณะเดียวกันเวลาเดินไปแต่ละที่ก็จะรู้สึกเหมือนมีสายตาพระองค์จ้องมองอยู่…​ก็แหม มีปรางค์ละ 4 พักตร์ แล้วยังมีหลายยอดปรางค์อีกนี่เนอะ

จริง ๆ มาคิดดูว่าทำไมต้องเป็น 4 ด้าน

ถ้าตามหลักศาสนาพุทธ อาจจะหมายถึงพรหมวิหาร 4 ก็ได้ จริงไหมคะ

bayon007bayon007

bayon004

bayon001

bayon002

 

bayon003

ปราสาทบายนจะมีความกลางแจ้งค่อนข้างเยอะ มาถึงตอนนี้พวกเราที่ตื่นกันตั้งแต่ตีสามกว่าๆ เกือบตีสี่เริ่มเพลียจากการนอนน้อยและอากาศร้อน (ถึงแดดไม่แรงมากแต่อากาศร้อนค่ะ)

เริ่มหมดแรงเดินและถ่ายรูป แต่ข้างในสวยมากนะคะ เลยเลือกมุมเหมาะๆ นั่งแล้วดื่มด่ำบรรยากาศเอาค่ะ

bayon005

bayon006

ออกจากปราสาทบายน เราหิวกันแล้ว แต่สมหวังแนะนำว่าให้ชมอีกที่ก่อนค่อยไปทานข้าวเพราะอยู่ใกล้ ๆ กัน นั่งรถไปแป๊บเดียวก็ถึงปราสาท Preah Khan

Preah Khan

Preah Khan ปราสาทน้อยที่เพลินขอเรียกว่าเป็น Hidden Gem  คนไม่ค่อยพูดถึงหรือรู้จักมากนัก เป็นปราสาทที่ผสมผสานคติพุทธและฮินดูเข้าด้วยกัน สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ราวเกือบพันปีมาแล้วนั่นเอง เชื่อกันว่าอาจเป็นที่ประทับชั่วคราวของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขณะที่กำลังสร้างนครธมขึ้น

แม้พื้นที่ Preah Khan จะกว้างขวาง แต่ตัวปราสาทจริง ๆ ไม่ใหญ่มาก (แต่ก็ใหญ่อยู่ดี ถ้าจะดูละเอียดจริงๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงสองชั่วโมงถึงจะพอ)  สร้างในแนวระนาบออกด้านข้าง (Linear) แต่ที่ทำให้ที่นี่มหัศจรรย์ก็คือ Vaulted Corridors คือในทางเดินที่เชื่อมต่อกันได้ซ้อนหลายชั้นได้ออกแบบห้องลับไว้อย่างแยบยล ถ้ามองจากมุมสูงปราสาท Preah Khan ก็เหมือนเขาวงกตดี ๆ นี่เอง

นักโบราณคดีค้นพบจารึกมากมายที่บอกความเก่าแก่และความสำคัญของปราสาทนี้ในอดีต

สมหวังจอดให้เราเดินเข้าไปชมปราสาท ส่วนตัวเขาจะขับไปรออีกฝั่ง ก็คือเราเข้าด้านหนึ่ง ทะลุออกอีกด้าน เดินออกมาสักพักจะเห็นเขาจอดรออยู่

เราก็โอเคเริ่ม… เดินจากจุดจอดเข้าปราสาทก็ไกลนิด

 

preahkhan001

โฟกัสที่นางอัปสรด้านหลังกันค่ะ นางอัปสรในเทวาลัยนี้ดูลึกลับเย้ายวนบอกไม่ถูก

อาจเป็นเพราะบรรยากาศที่นี่จะเงียบกว่าที่อื่น นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านมาก เลยรู้สึกถึงความสงบและความขลังของหินทุกก้อน

ลักษณะอาคารคือเดินตรงเข้ามาได้เรื่อยๆ ในขณะที่ด้านข้างก็แผ่ออกกว้าง พวกห้องหับลึกลับซับซ้อนเหมือนเขาวงกตก็อยู่ข้าง ๆ นี้แหละค่ะ แต่เราไม่ได้สำรวจแนวข้างเยอะเพราะอยากทำเวลา จริงๆคือหิวนั่นเองค่ะ

preahkhan002

preahkhan003

 

preahkhan004

Preahkhan005

เดิน ๆ ไปด้านในมีผู้เฒ่าผู้แก่คอยอวยชัยให้พร มัดผูกข้อมือให้นักท่องเที่ยวด้วยค่ะ ในรูปนี่เป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นค่ะ

เพลินไม่แน่ใจว่าผู้เฒ่าท่านนี้เป็นพระ เป็นนักบวชหรือเปล่า แต่ไม่น่าใช่ค่ะ

preahkhan006

ระหว่างที่เดินออกมาก็สะดุดตากับต้นไม้สูงชะลูด แผ่รากชอนไชตัวกำแพงปราสาท รูปร่างเหมือนไดโนเสาร์คอยาวเลยค่ะ พวกเราสามคนยืนอึ้งตะลึงเพราะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน นี่ขนาดยังไม่ถึงตาพรหมก็เจอต้นไม้พันปีแล้วนะนี่

preahkhan013
ต้นไม้ไดโนเสาร์ของเพลิน

preahkhan007

preahkhan009

ที่มีรากแผ่คลุมอย่างนี้เพราะสมัยโบราณ มีช่วงหนึ่งที่ปราสาทถูกทิ้งร้าง จึงเป็นโอกาสให้วัชพืช ต้นไม้ต่าง ๆ ปกคลุมเติบโตค่ะ คิดดูว่าถูกทิ้งร้างนานขนาดไหน ต้นไม้ถึงใหญ่โตฝังรากได้ยิ่งใหญ่แบบนี้

ทั้งภายในปราสาทและนอกปราสาทแห่งนี้จะเห็นวัชพืช ตะไคร่น้ำเกาะเต็มจนเขียวค่ะ แสดงถึงความชื้นสูง และสอดคล้องกับหลักฐานว่าเคยถูกปล่อยร้างมาก่อนน่าจะหลายร้อยปีเลยถูกตะไคร่เกาะ ต้นไม้แผ่รากได้ขนาดนี้ค่ะ

ส่วนตัวเพลินชอบปราสาทนี้นะคะ มันดูเล็ก และเงียบสงบดี แต่ก็แฝงความลึกลับไว้กลางความเงียบ ถ้ามีเวลาอยากศึกษาพวกคูหาลับในปราสาทมากเลย แต่เท่านี้ก็เต็มอิ่มแล้ว และขาก็เริ่มเมื่อย ท้องเริ่มร้องหิวค่ะ

preahkhan010

พอเดินทะลุออกมาอีกด้านปราสาท เดินต่อไปอีกสักพักก็ถึงประตูผ่าน สมหวังรอพวกเราอยู่ตรงนั้นค่ะ แล้วพาไปกินอาหารเที่ยงใกล้ ๆ ปราสาท Neak Pean หรือ นาคพันธ์
ตามแพลนคือทานข้าวเสร็จจะเข้าปราสาทนาคพันธ์ต่อ แต่เนื่องจากพวกเราออกจากนครวัดช้าไปหน่อย โปรแกรมก็เลยรวนนิด + ฝนตกซู่ใหญ่หลังจากที่เราก้าวเข้าร้านอาหารพอดี!

ตกหนักมาก และตกนานพอสมควร ทำให้เราต้องสกิปนาคพันธ์ไป ไม่อย่างนั้นจะไปบันทายศรี กับตาพรหมไม่ทัน

ร้านอาหารตรงทางเข้าปราสาทนาคพันธ์เป็นร้านแบบเพิงที่ทำอร่อยแต่รอนานมาก คนขายอัธยาศัยดี พูดได้หลายภาษาและสนิทกับสมหวังเป็นอย่างดี พอทานเสร็จมีผลไม้จิ้มนมข้นหวานแถมให้ด้วยค่ะ

ทานเสร็จเราจึงมุ่งหน้าต่อไปที่ปราสาท Banteay Srei หรือบันทายศรี

ต้องเล่าก่อนว่าบันทายศรีต้องนั่งรถออกไปนอกเมือง อยู่แยกต่างหาก แต่ยังอยู่ในกลุ่มที่ใช้ Pass และปิดเร็ว ขณะที่ตาพรหมอยู่ในกลุ่มนครธม ละแวกเดียวกันไม่ไกลมาก ตามแพลนเดิมจากนาคพันธ์เราจะไปตาพรหม ตบท้ายด้วยบันทายศรี แต่พอฝนตกและเราช้าออกไปก็เลยเปลี่ยนแผนไปบันทายศรีก่อนค่ะ

Banteay Srei (บันทายศรี/บันทายสรี)

นั่งรถออกมานอกเมืองราว 30-40 นาที ฝนเริ่มหยุดตกบ้างแล้วแต่ยังมีโปรยปราย สมหวังจอดรอให้พวกเราเข้าไปชมกันตามเคย มีร่มให้คนละคันเพราะไม่ไว้ใจฝน กลุ่มนักท่องเที่ยวหลายคันรถตามพวกเรามา มุ่งหน้าสู่ปราสาทบันทายศรี หรือที่รู้จักกันว่าปราสาทหินทรายสีชมพู ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นสุดยอดศิลปะเขมร เป็นอีกแขนงหนึ่งที่ต้องบันทึกเอาไว้เพราะละเอียดลออและไม่เหมือนศิลปะขอมใดเท่าไหร่

พูดง่าย ๆ ก็คือ แยกปราสาทหลังนี้ออกมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของศิลปะเขมร และยกย่องให้เป็น “รัตนชาติแห่งศิลปะเขมร”

ทางเดินเข้าไกลอีกตามเคย และมีคนตรวจ pass ด้วย ดังนั้นรักษาดี ๆ นะคะ

btsrei002

ปราสาทบันทายศรีสวยงามเป็นสีชมพูอมแดงเพราะสร้างขึ้นด้วยหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียด  มีการจำหลักลายบนหินทรายอย่างละเอียดปราณีต  จนได้รับการขนานนามว่า เป็นปราสาทแห่งความรัก และเมื่อไปอ่านข้อมูลหน้าปราสาท เค้าบอกว่ายังถือเป็นปราสาทแห่งสตรีด้วยนะคะ และเป็นที่น่าสังเกตว่าปราสาทนี้ไม่ได้อยู่บนเนินเขาหรือที่สูงเหมือนปราสาทอื่น ไปอ่านเพิ่มเติมมาเค้าว่าเพราะเป็นปราสาทที่ราชครูเป็นคนสร้าง ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ก็เลยสร้างบนเนินดินหรือยกพื้นเตี้ย ๆ เพื่อรองรับตัวปราสาทเท่านั้น

ตามจารึกกล่าวว่าปราสาทบันทายศรีสร้างใน พ.ศ. 1510 สมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันเพื่อถวายแด่พระศิวะ ผู้สร้างคือยัชญวราหพราหมณ์ ซึ่งเป็นทั้งปราชญ์และราชครู (และเป็นผู้สำเร็จราชการ & พระอาจารย์ให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 โอรสของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ยามที่พระองค์สวรรคต)

ราชครูได้ทูลขอที่ดินแปลงหนึ่งจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เพื่อมาสร้างปราสาทเพื่อบูชาพระศิวะ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎร

ด้วยความที่สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 1510 นั่นแปลว่าเก่าแก่กว่าพันปี เก่ากว่านครวัด นครธม (นครวัดประมาณเก้าร้อยกว่าปี)

ลวดลายก็อ่อนช้อยสวยงาม แปลกตากว่าหลายๆ ปราสาทจริงๆ ด้วย

btsrei001

btsrei004

btseri007

btseri009

มีความสีชมพู ลวดลายก็ละเอียด

เพลินว่าบันทายศรียังสวยสมบูรณ์ สภาพดีอยู่ค่อนข้างมาก และไม่ดูทรุดโทรมเท่าไหร่นัก

btsrei012btsrei015btsrei013

และขณะที่เรากำลังบรรยายความเป็นมาของปราสาทบันทายศรีนั้น ฝนที่หยุดตกไปแล้วก็กลับตกซู่โครมใหญ่มาอีกครั้ง

พวกเราเลยต้องหลบฝนในเพิงแห่งหนึ่ง และได้สนทนากับหนุ่มเขมรที่เคยไปทำงานอยู่สุรินทร์ ฮีบอกว่าชื่อสมายล์ พูดไทยค่อนข้างเก่ง และดูชื่นชมคนไทยมาก ๆ ตบท้ายว่าอยากได้แฟนคนไทย…

เวลาเห็นคนต่างชาติมีทัศนคติดีๆ ตอนคนไทย ประเทศไทยก็รู้สึกดีนะ

พอฝนเริ่มซาเราก็เดินต่ออีกไกลพอควร ผ่านนาข้าว (ที่เค้าน่าจะเอาไว้สาธิตให้นักท่องเที่ยวดู) และป่าโปร่ง ได้ยินเสียงเขียดกับอึ่งอ่างร้อง (ที่รู้ว่าเป็นสองสปีชี่ส์นี้ ไม่ใช่กบหรือคางคกเพราะป้าจันทร์บอก นางบอกสมัยเด็กวิ่งเล่นตามทุ่งนา ได้ยินเสียงบ่อย)

เดินๆ กันก็เสียวสันหลังเพราะสองข้างทางเป็นป่าและไม่มีใครตามมา กลัวจะหลงทาง แต่สักพักก็เห็นนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนึงเดินตามมาก็ค่อยโล่งใจ

ฝนทำท่าจะตกต่ออีกแล้ว เราก็รีบขึ้นรถ ก่อนขึ้นรถมีคนมาขายหนังสือปราสาท เพลินเลยซื้อมาในราคา 11$ ค่ะ มีเรื่องปราสาทบันทายศรีและปราสาทอื่น ๆ น่าสนใจมาก เพลินกะจะเอามาประกอบทำความเข้าใจมากขึ้นด้วยถึงแม้จะเที่ยวมาแล้วก็เถอะ อ่านทีหลังก็จะได้เข้าใจมากขึ้นเพราะแต่ละที่สวยน่าประทับใจมาก

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่ที่สุดท้ายของวันนี้ค่ะ ปราสาทตาพรหม

Taprohm (ปราสาทตาพรหม)

พวกเราไปถึงตาพรหมก็เย็นมากแล้ว ละอองฝนโปรยปรายอยู่หน่อย ๆ นักท่องเที่ยวเริ่มบางตา พวกเรามาด้วยความรู้แค่ว่าเป็นโลเคชั่นถ่าย Tomb Raider และมีรากไม้ใหญ่ยักษ์ในตำนาน เป็นไฮไลต์ที่คนจะมาถ่ายรูป (เอาจริงๆ คือรู้แค่นี้ และไม่ได้ตื่นเต้นว่าจะมาเก็บโลเคชั่นหนัง แต่อยากเห็นลวดลายศิลปะและรากไม้มากกว่า)

แต่ปรากฎว่าเมื่อมาถึงกลับยิ่งประทับใจมากขึ้นอีกหลายเท่า อาจเพราะเย็นแล้วคนไม่จอแจพลุกพล่าน หรืออาจเพราะตาพรหมอยู่แยกเข้ามาจนเหมือนอยู่กลางป่า (ต้องเดินพอควรจากจุดจอดรถกว่าจะถึงตัวปราสาท) เลยดูเหมือนปราสาทหรือเทวาลัยลึกลับกลางพงไพร

tp009

ปราสาทตาพรหม สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังที่ทรงครองราชย์ได้ 5 ปี โดยสร้างตามคติพุทธมหายาน เป็นศิลปะแบบบายน เพื่อถวายได้พระราชมารดาที่สิ้นพระชนม์ไป คือ พระนางชัยราชจุฑามณี ตัวปราสาทกว้างใหญ่และกินพื้นที่มาก สมัยโบราณมีลักษณะประหนึ่งเมืองย่อม ๆ จัดเป็นชุมชนในศาสนสถาน

ปราสาทตาพรหมโด่งดังจากเจ้ารากไม้ใหญ่ยักษ์ที่ขึ้นชอนไชโอบล้อมปราสาทไว้ กัมพูชาอยู่ในเขตร้อนชื้นมรสุม เมื่อปราสาทถูกทิ้งร้างนาน ๆ ก็เป็นโอกาสให้วัชพืชหรือต้นไม้เข้าปกคลุม เมื่อมันเติบโตขึ้น รากไม้ก็จะดันหินขึ้นจากตำแหน่งเดิม 

นอกจากนี้การที่ต้นไม้จะเติบโตจนถึงชอนไชปกคลุมปราสาทได้ ส่วนหนึ่งเป็นการที่นกนำพาเมล็ดของพืชไปยังปราสาทหินร้างต่างๆพอมาเกาะพักตามหลังคาปราสาท หรือกำแพง ถ่ายมูลไว้ เมล็ดก็จะงอก ทะลุทะลวงลงไปตามรอยต่อ หรือ งอกงามปิดห้อมล้อม คลุมสิ่งก่อสร้างส่วนนั้น เมื่อต้นไม้ค่อยๆเติบโต รากหนาใหญ่ขึ้น หินก็ถูกดันให้เคลื่อนออกจากจุดเดิม หรือเมื่อต้นไม้ตาย รากก็จะเน่า หินไม่มีอะไรยึด ก็พังทลายลง   ภาพปราสาทที่พัง เห็นก้อนหินล้มทับกันระเกะระกะ แล้วยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่มาโอบก้อนหิน

(ข้อมูลส่วนตัวเอียงนี้นำมาจาก http://www.gotoknow.org)

tp013

tp014

กองก้อนหินจากปราสาทถล่มจากการตัดต้นไม้ รากไม้ หรือจากการที่ต้นไม้ตาย

แต่ข้อมูลบางแหล่งก็ว่าเกิดจากการทำลายสมัยที่กษัตริย์ที่นับถือฮินดูเรืองอำนาจและต้องการทำลายศิลปะพุทธศาสนา

tp004

ตะไคร่ขึ้นเขียวไปหมดดูสวยงาม ขลัง และลึกลับ

tp001

tp002

ถึงแล้วรากไม้ในตำนาน เหมือนอ้อมกอดมัจจุราชเลยไหมคะ ทั้งน่ากลัวและน่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็น่าทึ่งมาก

ตอนเพลินมาถึงเย็นมากแล้ว มีนักท่องเที่ยวอินเดียกลุ่มเดียวเองมารอต่อคิวเพลินถ่ายค่ะ พอถ่ายเสร็จเค้าก็ไปเลย…​เหลือแค่พวกเราสามคนในปราสาทตาพรหม 

tp007

tp005

tp016

tp_ds002

คนหายไปหมดเลยค่ะ เหลือแค่พวกเรา จะเอามุมไหนก็ได้กับรากไม้และตัวปราสาท

tp003

tp008

tp015

ถึงตอนนี้ทั้งปราสาทเงียบ ไม่มีคนเหลืออยู่นอกจากพวกเรา มันก็จะวังเวงๆ หน่อย สักพักเริ่มมีเสียงสัตว์ป่ากู่ร้อง น่าจะเป็นเสียงพวกลิงค่าง และนกกลางคืน เหมือนอยู่ในแดนสนธยา นึกสภาพว่าพวกเราสามคน (สามสาว) ยืนอยู่กลางปราสาทหินอายุเกือบพันปี มีแต่เสียงสัตว์ และเสียงหยดน้ำเป็นเพื่อน รอบด้านเป็นปราสาทหินตั้งตระหง่านที่มีแต่ตะไคร่น้ำเกาะเต็ม และรากไม้ใหญ่ยักษ์แผ่คลุมทั้งปราสาทดูข่มขวัญ

ป้าจันทร์เริ่มกลัว สะกิดให้กลับท่าเดียว

“หนูๆ ไม่มีใครแล้ว เรากลับกันเถอะ”

แต่เพลินกลับตื่นเต้น ไม่ได้กลัวมาก (เท่าไหร่) แล้วก็ตื้นตันที่มีโอกาสดื่มด่ำกับปราสาทโบราณโดยไม่มีคลื่นมหาชนนักท่องเที่ยวรุมล้อม ไม่มีเสียงเอะอะโวยวาย มีแต่เสียงธรรมชาติ โอบล้อมด้วยความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานแห่งนี้

พอไม่มีคนเยอะ ทำให้ได้พิจารณารายละเอียดในปราสาทได้ถ้วนถี่ เลยนึกถึงคำที่เคยอ่านมาว่า คนมัวแต่โฟกัสรากไม้จนละเลยรายละเอียดศิลปะในปราสาทตาพรหมไปอย่างน่าเสียดาย

ทั้งที่หินทุกก้อนจารึกเรื่องราวอันยาวนาน

tp_ds001

tp_ds003

tp_ds004

tp_ds005

ความเงียบวังเวงเข้าครอบงำอีกครั้งจนป้าจันทร์ทนไม่ไหว รีบเดินดุ่มนำกลับก่อน ขณะที่เพลินยังเสียดาย อยากจะเดินไปให้ทั่วกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมเพราะตอนนั้นหกโมงเย็นแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวเหลืออยู่ แล้วความที่เหมือนแดนสนธยาทำให้ต่อให้ไม่กลัวก็ต้องหวั่นใจบ้างแหละ

ขากลับก็หันไปมองปราสาทน้อยในแสงสลัวยามเย็นอีกหน นึกในใจว่าแล้วตาพรหมก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง สรรพสิ่งได้พักผ่อนกลับสู่ความเงียบงัน ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะต้องต้อนรับคลื่นมหาชนที่แห่แหนมาจากทุกสารทิศเพื่อชมความยิ่งใหญ่ยาวนานนี้

รักเหลือเกินปราสาทตาพรหม

จากนั้นเราก็ไปทานอาหารเย็นกัน ร้านนี้พี่สาวเพลินเป็นคนหามาค่ะ เป็น Fine Dining แบบเขมร ก็จะมีความฟิวชั่นหน่อย ๆ เป็นร้านหรู บรรยากาศดีค่ะ ชื่อ  Mie

MIE

ไม่รู้ไปทางไหนก็เสิร์ชกูเกิ้ลแมพให้สมหวังดูเลยค่ะ ง่ายดี

ถึงแล้วค่า ร้านบรรยากาศดี บริการดีแบบ Fine Dining

mie001

mie002

mie003

หลังจากลอง ล็อกแล็ก (อาหารพื้นเมือง เป็นแกงชนิดหนึ่ง คล้ายต้มยำ กับแกงเขียวหวานบ้านเรา) มาหลายร้านก็เลยลองร้านนี้อีก สรุปอร่อยใช้ได้แฮะ แต่ที่ติดใจเป็นยำมะเขือ กับทูน่าทาร์ท่าปรุงแบบเขมรมากกว่า และมะม่วง&เลมอนชีสพายก็อร่อยมากค่ะ

อาหารไม่แพงมาก ตกจานละ 7-8 $ เท่าข้าวแกงข้างทางที่กินมื้อก่อนๆ เลยค่ะ เลยรู้สึกว่าข้าวแกงข้างนอกราคาแพงมาก เท่ากับมื้อหรูเลยคืออัลไล!

mie007

mie008

อิ่มอร่อย ราคาโอเค บรรยากาศดี

กลับถึงโรงแรมเราก็แทบจะสลบกันเลยทีเดียว แต่ต้องแข็งใจแพ็คกระเป๋า พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวเขาพนมกุเลนกันและจะกลับเมืองไทยตอนเย็นค่ะ สมหวังจะมารับ 8.00 เพราะถ้าเราออกช้า ทางขึ้นเขาจะคนเยอะค่ะ เค้าจะปิดรอบขึ้นตอนสิบเอ็ดโมง

DAY4

วันนี้เราจะออกนอกเมืองกัน แล้วค่อยมุ่งหน้าไปสนามบินเตรียมกลับไทยตอนเย็นค่ะ ภูเขาพนมกุเลนที่เราจะไปอยู่ห่างจากเสียมราฐออกไปราว 60 กิโลเมตร

Panhom Kulen

ดินแดนภูเขาแห่งเทพเจ้า เพราะมีรูปสลักหินศิวลึงค์นับพันองค์อยู่ใต้น้ำ  จนได้รับการขนานนามว่า “เทวาลัยใต้น้ำ” แล้วยังมีน้ำตก 12 ชั้นอีกต่างหาก

เขาพนมกุเลน ถือเป็นอุทยานแห่งชาติ และเก็บค่าเข้าชมคนละ 20 $ ระหว่างทางสมหวังแวะที่ซื้อบัตรเข้าพนมกุเลนให้เราลงไปซื้อกันค่ะ

จากนั้นเราก็นั่งชมทิวทัศน์ทุ่งนา ป่าเขา เมื่อขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

pnkl001

ที่สำคัญมีเจ้ากล้วยแดงค่ะ ไม่เคยเห็นมาก่อน เปลือกหนาและลูกโตมาก สมหวังเล่าว่ากล้วยแดงจะขึ้นเฉพาะบนเขาพนมกุเลนเท่านั้นด้วยค่ะ ที่อื่นพยายามปลูกก็ไม่ขึ้น หรือขึ้นก็ไม่ค่อยแดงหรือมีลักษณะแบบนี้ รสชาติก็จะหวานกว่าบ้านเราหน่อย (ชิมแล้วด้วย)

pnkl002

ขึ้นเขาขึ้นมาสูงพอสมควรจึงถึงที่หมายค่ะ เริ่มต้นวันด้วยการขึ้นไปไหว้พระที่ “วัดพระองค์ธม” หรือ “วัดพระองค์ใหญ่” บนยอดเขา เราจะขึ้นไปสักการะพระพุทธรูปปางไสยาสน์กันค่ะ

ระหว่างทางขึ้นก็อารมณ์เหมือนดอยสุเทพ ดอยปุยค่ะ ต้องขึ้นบันไดขึ้นไปและมีคนมาขายของที่ระลึกข้างทาง พอขึ้นไปถึงก็ต้องขึ้นบันไดไม้ไปยังหอพระหรือจะเรียกว่าโบสถ์ลอยฟ้าก็ได้ สร้างไว้คลุมองค์พระอีกทีหนึ่ง

pnkl003

pnkl004

เรามาสักการะรอยพระพุทธบาท และพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาด 10 เมตร สูง 3 เมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1701 ในรัชสมัยพระเจ้าศรีสุคนธบุตรและพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1

แกะสลักจากหินภูเขาก้อนใหญ่ก้อนเดียวโดยฐานองค์พระยังเป็นหินอยู่ ตอนแรกรู้เพียงว่าสลักจากหินก็ทึ่งแล้ว แต่ไม่รู้มาก่อนว่าฐานก็เป็นหินภูเขาก้อนใหญ่ พอขึ้นบันไดไปถึงหอพระก็เลยอึ้งตะลึงไปเมื่อเห็นหินมหึมาเหมือนเป็นฐานหอสูงอีกที ตอนแรกไม่คิดอะไร แต่พอได้เห็นองค์พระจึงเข้าใจว่าหินใหญ่ขนาดไหน คือองค์พระปางไสยาสน์ที่เห็นว่าใหญ่แล้ว ที่จริงใหญ่กว่าที่คิดเพราะเป็นก้อนเดียวกับหินที่เป็นฐานนั่นเอง ใหญ่มหึมาจริงๆ

สมหวังเล่าว่า ปุ่มก้อนตามฐานพระนั้นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ อารมณ์ว่าหินปูดขึ้นมาเอง (ต้องใช้คำว่าปูดเพราะมันปูดออกมาหลายก้อน) เชื่อกันว่าด้วยพุทธานุภาพ

 

pnkl005

pnkl006

pnkl007

pnkl008

pnkl009

 

สักการะองค์พระเสร็จเราก็ลงมาด้านล่างตรงที่จอดรถ สมหวังพาไปทานอาหารเที่ยงในเขตอุทยาน ก็เป็นอาหารท้องถิ่นในเพิง นับว่าร้านนี้เป็นร้านเพิงข้างทางที่อร่อยใช้ได้ รสชาติหลายอย่างคล้ายอาหารไทย และวันนี้ปอเปี๊ยะสดอร่อยถูกใจ

ส่วนไข่เจียวหมูสับก็จะเค็มๆ หน่อย เพลินว่าอร่อยดี แต่สมหวังบอกเค็มไป

มื้อนี้เราตั้งใจเลี้ยงสมหวัง หลังจากที่ชวนเค้าทานด้วยกันหลายมื้อเค้าเกรงใจ วันนี้วันสุดท้ายสมหวังเลยทานร่วมกับพวกเราและอธิบายเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องอาหาร

จากนั้นจึงพาไปดู “เทวาลัยใต้น้ำ” หรือ ศิวลึงค์นับร้อยพันองค์ใต้สายน้ำ น่าเสียดายที่ฝนตก น้ำขึ้นสูงจนมองเห็นไม่ชัด ได้แต่ส่องเอาและเห็นหินนูนราง ๆ มีศิวลึงค์นับพันองค์ และมีรูปสลักหินพระนารายณ์องค์ใหญ่ด้วย สมหวังบอกว่าสวยอลังการมากและเสียดายแทนที่วันนี้มองไม่เห็น แต่ไม่เป็นไร เราได้มาเยือน ได้เห็นรางๆ แค่นี้ก็เป็นบุญแล้ว อิ่มใจมากๆ

ถามสมหวังได้ความว่า หินที่ใช้สร้างนครวัดมาจากเขาพนมกุเลนนี่เองค่ะ ตัดและสกัดหินไปจากที่นี่แล้วใช้ช้างม้าขนต่างไปถึงนครวัด!
และด้วยประการนี้จึงมีการแกะศิวลิงค์จากหินภูเขานับร้อยนับพันองค์อย่างที่เราเห็น พอน้ำท่วมผ่านจึงกลายเป็นศิวลึงค์ใต้น้ำ และเชื่อว่าน้ำจากธารสายนี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์เลยค่ะ

ลองชมคลิปประกอบได้ค่ะ

 

จากนั้นเดินต่อมาหน่อยก็เป็นตาน้ำต้นกำเนิดของลำธารและน้ำตกบนเขานี้ เป็นสีฟ้าสวยเลยค่ะ เค้าบอกว่าจริงๆ เป็นรูปหัวใจ แต่สงสัยนานแล้วอาจเปลี่ยนรูปก็ได้นะคะ

 

pnkl010

เราเดินลัดเลาะกันไปตามแนวป่าเพื่อจะไปดูน้ำตก ระหว่างทางเจอเด็กน้อยสามคนยิ้มอย่างเอียงอายให้

pnkl011

pnkl012

ถึงแล้วค่ะน้ำตกชั้นบน สวยงามอลังการ นักท่องเที่ยวก็มาเล่นน้ำกันค่ะ ส่วนคนท้องถิ่นเค้าจะเล่นด้านล่าง ทั้งนี้ทั้งนั้น เชื่อกันว่าน้ำจากน้ำตกนี้ศักดิ์สิทธิ์ ได้อาบได้ดื่มจะเป็นมงคลค่ะ

บรรยากาศดีสุดๆ

pnkl016

pnkl017

อากาศสดชื่นมาก

pnkl018

 

ต่อมาเราก็เดินลงทางที่เค้าทำไว้ไปสู่อน้ำตกชั้นล่าง ต้องระวังลื่นพอสมควรค่ะ และเดินลงมาไกลใช้ได้ ในที่สุดก็ถึงน้ำตกชั้นล่าง ที่ไหลแรงกระฉอกกว่าข้างบนหลายเท่า ไอน้ำฟุ้งมาไกลจนต้องเก็บกล้องไว้เลยค่ะ ยกขึ้นมาแต่ไอโฟน

 

pnkl019

pnkl022

ใหญ่ไม่ใหญ่ แรงไม่แรงก็กดคลิปฟังเสียง ดูภาพเอาได้เลยค่ะ ยืนไกลๆ ยังเปียกเลยคิดดู

ถ่ายภาพกับสมหวังเป็นที่ระลึก บริการดีมาก หอบร่มมาให้อีกต่างหาก

pnkl023

ถัดจากน้ำตกเป็นธารน้ำที่คนท้องถิ่นจะมาเล่นมาอาบกัน สังเกตว่าแถวนี้ไม่มีนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะไปอยู่น้ำตกชั้นบนชั้นล่างกันเป็นส่วนใหญ่ ข้างๆ จะมีซุ้มสำหรับนั่งพัก เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอะไรก็ว่าไป

pnkl020

สมหวังเห็นพวกเราชอบโบราณสถาน เลยพาเดินข้ามมาดูปราสาทน้อยไร้ชื่อที่ถล่มลงมาเหลือแต่ซากปรักหักพัง ปกคลุมด้วยวัชพืนและต้นไม้ แม้ไม่เห็นอะไรมากแต่ก็บอกได้ว่าเคยเป็นปราสาทหรือวิหาร ยิ่งอยู่บนเขายิ่งแสดงว่าน่าจะเคยมีความสำคัญไม่น้อย น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าชื่ออะไร มีประวัติเป็นอย่างไร

เพลินเป็นคนชอบปราสาท โบสถ์ พวกนี้ค่ะก็จะอินหน่อย

pnkl021

จากนั้นก็ถึงเวลากลับแล้วค่ะ เราต้องเดินย้อนขึ้นไปทางน้ำตกชั้นบน แล้วตอนนี้นี่แหละที่เพลินเหยียบโคลนเข้าจังๆ เลยต้องได้ล้างเท้าขวาในน้ำตกค่ะ ได้เล่นน้ำเลย

ขอบอกว่าน้ำเย็นชื่นใจมากกกกกกกกกกก อยากจะลงไปอาบเสียเดี๋ยวนั้นแต่ไม่ได้เตรียมชุดมานะ

แล้วเราก็ขึ้นรถลงเขา มุ่งหน้าสู่สนามบินเมืองเสียมราฐ ร่ำลาสมหวัง ต้องบอกเลยว่าเพราะมีสมหวังทำให้พวกเราเดินทางได้อย่างราบรื่น สะดวก สบาย ปลอดภัย สมหวังมารยาทดี บริการดี (พูดเยอะจะหาว่าอวย) ใครไปเที่ยวแนะนำเลยนะคะ พูดภาษาไทยด้วย น้ำใจดี ราคาเป็นมิตรมากๆ ค่ะ

ถ่ายรูปกับสมหวังเป็นที่ระลึกค่ะ

airport001.jpg

มีข้อสังเกตว่าสนามบินเค้าก็สร้างแนว Linear คือแนวราบออกข้างแฮะ เหมือนปราสาทเลย ตอนขามาไม่ได้สังเกตมาก แต่ขากลับได้เดินผ่านตม. สแกนกระเป๋า จนไปถึงเกทเลยได้เห็นลักษณะอาคาร…

ขากลับเราก็กลับบางกอกแอร์เวย์ สะดวกสบาย เที่ยวบินที่ PG 908 เวลา 19.25 น.

ชอบที่บางกอกแอร์เวย์เค้ามีเลาจน์ให้ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ชั้นประหยัด ดังนั้นคนจึงล้นเลาจน์ เพลินก็เลยไปนั่งเลาจน์พรีเมียร์ตรงข้ามค่ะ สามารถใช้บัตร Priority Pass เข้าได้ + guest ได้ 1 คนค่ะ

บัตร Priority Pass ได้มาจากธนาคารค่ะ เงื่อนไขต่าง ๆ แล้วแต่แบงค์ค่ะ ของเพลินใช้ของ SCB ค่ะ

ถึงเวลาจริงเครื่องดีเลย์ค่ะ โชคดีนั่งเลาจน์อาหารดี๊ดี ไว้จะมารีวิวเลาจน์อีกทีนะคะ

แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

เป็นอันจบทริปนครวัด นครธม พนมกุเลน 4 วัน 3 คืน เต็มอิ่ม เก็บครบ ไม่รีบ ไม่บีบงบ กำลังชิลเลยค่ะ

แนะนำเลยค่ะ มาเที่ยวเขมรไม่ยาก ไม่ลำบากอย่างที่คิดน้า

SUMMARY

Trip: 4 days 3 nights
Location: Siem Reab
Route: City Sightseeing (Museums, Temples, City Centre) – Angkor Wat, Angkor Thom (Bayon, Preah Khan – Taprohm – Banteay Srei) – Phnom Kulen

Airlines: Bangkok Airways
Flight: PG 909 18.45 / PG 908 19.25
Duration: 1 hour

Hotel: Château d’Angkor La Residence
Booking via: Booking.com
Room type: 2-Bed Room Suite, Breakfast included
Price Per night: 2-3,000 THB
Special Service: Airport pickup (1 round) เพลินเลือกให้รถโรงแรมมารับที่สนามบินตอนขามาค่ะเพราะขากลับจะให้สมหวังไปส่งสนามบิน

Travel type: จ้างรถพร้อมคนขับ
Recommend: สมหวัง (FB: ทัวร์กัมพูชา – สมหวังนำเที่ยว)
Vehicle: Van
Price: 40-50 $/day (ถ้าออกนอกเมือง เช่น บันทายศรี กับ พนมกุเลน คิดวันละ 50 $ ค่ะ)
Include: water, umbrellas, special advices
Special Note:รู้จักทุกที่ ตามใจหมด อยากไปไหน อยากได้อะไร สมหวังจัดให้

Budget

Bangkor Airways Air tickets: 3 คน >> 23,790 ฿ (เฉลี่ย 7,930 ฿ / คน)
โรงแรม: 3 nights = 8,900 ฿ / >> เฉลี่ย 2,966 ฿ / night
Driver: 40 $ + 50 $ +50 $ +tips 30 $ =  170 $  (สมหวังบริการดีเลยทิปเยอะค่ะ แนะนำว่าเผื่องบสำหรับทิปด้วยนะคะ) >> คิดเป็นเงินไทย 5,610 ฿
Tickets & Passes: One-Day Pass 37 $/คน  [3 คน = 3×37 = 111 $]
Phnom Kulen 20 $/คน [3 คน = 3×20 = 60 $]
Sim cards + Top-up 4 $ [2 sims = 2×4 =6 $]
Others: Food, Beverages, Souvenirs 150-200 $

ทริปนี้จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินกับค่าโรงแรมผ่านบัตรเครดิต นอกนั้นจ่ายด้วยเงินสดพกเป็นพอคเก็ตมันนี่ไปเป็นกองกลางของสามคน  จ่ายค่าบัตรพาส ค่าคนขับรถ ค่าอาหารทุกมื้อ ของที่ระลึก เครื่องดื่ม (พวกน้ำเปล่าจากเซเว่น) ขนม ทิชชู่ ของจุกจิก ค่าทิป ค่าทำบัญด้วยเงินกองกลางเงินสดเป็น USD ทั้งหมดค่ะ
Pocket Money: 20,000 ฿ / 3 คน >> 6,666 ฿ / คน >> คิดเป็น USD 606 $

จบแล้วค่า มีข้อสงสัยซักถาม ติดต่อเพลินได้ทางคอมเมนต์นี้ หรืออีเมลมาก็ได้
หรือ Inbox ไปที่เพจ เที่ยวเพลิน – Wander the World ได้ค่ะ
(Fb.com/ploenwander)

พบกันทริปหน้า ตะลุยหลังคาโลก “ทิเบต” กันค่ะ

Ploen

http://www.ploen-thejourney.com
FB: เที่ยวเพลิน – Wander the World

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s